30 แนวคิดการเก็งกำไรของ Jesse Livermore

12981

มาเริ่มกันด้วย ประวัติของสุดยอดนักเก็งกำไรในตำนาน Jesse Livermore เขียนโดย นรินทร์ โอราฬกิจอนันต์
(ยาวนะ ใครรู้จักเขาแล้ว ข้ามไปอ่าน ด้านล่างได้เลย)

“Boy Plunger” เป็นฉายาของ Jesse Livermore เซียนหุ้นที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในช่วงต้นศตวรรรษที่ 1900 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในยุคนั้นยังมีสภาพไม่ต่างจากบ่อนการพนันเท่าไรนัก Livermore มีความสามารถในการช็อตหุ้นเพื่อทำกำไรหลายครั้งทำให้เขามักถูกเอ่ยถึงในห้องค้าในนาม Boy Plunger

Livermore เกิดในครอบครัวที่ยากจน เขาหนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 15 ปี เขาเริ่มอาชีพด้วยการเป็นเด็กเขียนกระดานหุ้นในโบรกเกอร์แห่งหนึ่ง

Livermore ร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆ จากการเป็นนักเทรดหุ้น เขาไม่เชื่อในการถือหุ้นระยะยาว และในเวลาเดียวกัน เขาก็ไม่เชื่อเรื่องเทคนิคัลซึ่งเขามองว่าเป็นสัญญาณที่สับสน วิธีการของเขาคือการมองมหภาคบวกกับการจดบันทึกการเคลื่อนไหวของหุ้นที่เขาสนใจติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ เพื่อทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมของรายใหญ่ที่เล่นหุ้นตัวนั้นอยู่ (รวมทั้งพฤติกรรมของตัวเขาเองด้วย) Livermore สามารถจดจำราคาหุ้นที่เขาซื้อในอดีตได้อย่างแม่นยำมาก นอกจากนี้ Livermore เชื่อว่าไม่ว่าบริษัทจะดีเพียงใด เวลาที่ตลาดพัง หุ้นทุกตัวก็จะไป ดังนั้นภาวะตลาดจึงมึความสำคัญเหนือตัวหุ้น

เขาเป็น millionaire ได้ตั้งแต่ก่อนอายุครบ 30 ปี และเริ่มมีชื่อเสียงมากจากการ short หุ้นช่วงตลาดหุ้น crash ปี 1907 ซึ่งเขาทำได้กำไรได้มากถึง 3 ล้านเหรียญในวันเดียว (เทียบเท่ากับเงิน $60 ล้านในปัจจุบัน) ในเวลานั้น JP Morgan ต้องติดต่อไปยังเขาเพื่อขอร้องให้เขาหยุด short หุ้น เพื่อสกัดวิกฤตการเงินมิให้ลุกลาม ในปี 1929 เขาก็ short หุ้นครั้งใหญ่อีกครั้งทำให้เขาได้กำไรมากกว่า $100 ล้าน

คฤหาสถ์ Evermore ของเขา ชั้นล่างมีร้านตัดผมส่วนตัวที่มีช่างอยู่ประจำ มีโต๊ะอาหารยาวสำหรับแขก 46 คน และสวนหลังบ้านยาวกว่า 300 ฟุต

Livermore เป็นบุคคลที่เคยเป็นเศรษฐีมากกว่าหนึ่งครั้งในชีวิต เพราะเขาเคยหมดตัวหลายครั้งและสามารถกลับมาเป็นเศรษฐีได้ใหม่ เขากล่าวว่า เขามักจะหมดตัว เพราะไม่สามารถอดใจที่จะไม่ฝ่าฝืนกฏเหล็กในการเทรดหุ้นของตัวเองได้

ชีวิตส่วนตัวของ Livermore เป็นคนเจ้าชู้ เขามีภรรยาหลายคน ภรรยาคนแรกของเขาเป็นคนสุรุ่ยสุร่ายมาก ลูกของเขาถึงสามคนจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย ครอบครัว Livermore มีปัญหามาอย่างต่อเนื่องจนทำให้เขาเริ่มมีอาการซึมเศร้าเมื่อเข้าสู่บั้นปลายชีวิตและฆ่าตัวตายเมื่ออายุได้ 63 ปี ในช่วงนั้นเขาเพิ่งจะสูญเงินจำนวนมากในตลาดหุ้นและยังไม่สามารถทำกำไรกลับคืนมาได้ อย่างไรก็ตาม หลังการเสียชีวิตของเขาพบว่า เขามีทรัพย์สินเหลืออยู่ประมาณ $5 ล้าน

Livermore เคยเขียนไว้ในบันทึกของเขาว่า การจะรวยด้วยตลาดหุ้นอย่างที่เขาทำได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คนทั่วไปคิด เขาบอกว่าตลาดหุ้นคือที่ที่อันตรายมากสำหรับ คนที่ไม่ชอบทำการบ้าน คนโง่ คนชอบรวยทางลัด และคนที่อารมณ์ไม่มั่นคง เขากล่าวว่า คนที่คิดว่าจะรวยทางลัดด้วยตลาดหุ้นเปรียบเสมือนคนที่หวังจะรวยเร็วๆ ด้วยการยึดอาชีพเป็นหมอหรือทนายความ เพราะจริงๆ แล้ว นักลงทุนในตลาดหุ้นก็เป็นเหมือนอาชีพอย่างหนึ่ง ถ้าจะรวยได้จะต้องทุ่มเทอย่างหนักหน่วงเท่านั้น

เขาเล่าว่าทุกครั้งที่เขาไปร่วมงานเลี้ยง ผู้คนมักจะวิ่งเข้ามาถามเขาเสมอว่าจะรวยเร็วๆ ด้วยตลาดหุ้นได้อย่างไร ในช่วงแรกๆ เขาพยายามอธิบายให้คนเหล่านั้นฟังว่ามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น แต่หลังๆ เขาเพียงแต่บอกคนเหล่านั้นว่า เขาไม่รู้ เขารู้สึกเบื่อหน่ายความคิดของคนทั่วไปที่คิดว่าการร่ำรวยด้วยตลาดหุ้นเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายๆ

Livermore เขียนวิธีการสำหรับคนที่มุ่งมั้นจะเป็นยึดการลงทุนเป็นอาชีพจริงๆ แบบเดียวกับเขาไว้ในหนังสือชื่อ How to Trade in Stocks

เขากลับมามีชื่อเสียงอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีมานี้เนื่องจากหนังสือชื่อ Reminescence of a stock operator ซึ่งเป็นหนังสือที่นักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งเขียนเล่าประสบการณ์การเทรดหุ้นในชีวิตของ Livermore จากการสัมภาษณ์เขาอย่างลับๆ โดยปกปิดชื่อจริงของเขาไว้ ได้ถูกนำมาตีพิมพ์อีกครั้ง ทำให้ตำนานของเขากลับมาเป็นที่สนใจของนักลงทุนรุ่นใหม่ในอีก 80 ปีต่อมา

———————————–
(จบแล้ว เข้าเรื่องได้)

ถึงแม้ว่า Livermore จะไม่ได้เป็นนักเก็งกำไรที่ใช้กราฟในการวิเคราะห์แบบทั่วๆไป ถึงแม้ว่า Livermore จะไม่ใช่บุคคลตัวอย่างจากการใช้ชีวิตที่ดูจะโลดโผนเกินไป แต่ Livermore ก็นับเป็นสุดยอดนักเก็งกำไรระดับตำนานคนหนึ่งที่หาตัวจับได้ยาก แนวคิด วิธีการต่างๆที่เขาได้เล่า ได้ถ่ายทอดให้เราฟัง นั้นใช้ได้จริง และ เป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักเก็งกำไรอย่างกว้างขวางทั่วโลก เหมียวสามารถสรุปแนวคิด หลักการเก็งกำไรของ Livermore ออกมาคร่าวๆได้ดังนี้

jesse-livermore-headshot

1.ในโลกของการเก็งกำไรหรือการลงทุน ทั้งในตลาดทุนและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่เคยมี “อะไรใหม่” เกิดขึ้นเลย
2.การทำกำไรอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปีเป็นเรื่องที่ยากมาก ไม่มีใครได้กำไรทุกวัน
3.อย่าเพิ่งเชื่อเหตุผลของตัวเอง จนกว่าตลาดจะเป็นคนบอกว่า ถูก หรือ ผิด
4.ตลาดไม่เคยผิด ความคิดส่วนตัวของคุณต่างหากที่ผิด
5.การเทรดที่ดี ที่ได้ผลและจับต้องได้ เป็นเม็ดเงินจริงๆ ควรจะเห็นผลกำไรตั้งแต่เริ่มแรก
6.ตราบใดที่หุ้นคุณยังไม่ออกนอกลู่นอกทาง และตลาดก็ยังทำตัวดีอยู่  ก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องรีบร้อนทำกำไร
7.อย่าปล่อยให้ “การเก็งกำไร” กลายเป็น “การลงทุน” เด็ดขาด (ซื้อเก็งกำไรแล้วผิดทางต้องขาย อย่าหลอกตัวเองว่าลงทุนระยะยาว)
8.เงินที่เสียจากการ ขายตัดขาดทุน Stop Loss  ถือเป็นจำนวนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับการ “ทนถือลงทุนเพราะจำเป็น”
9.ห้ามซื้อหุ้นด้วยเหตุผลที่ว่า “ราคามันลงมาเยอะมากแล้วจากจุดสูงเก่า”
10.ห้ามขายหุ้นด้วยเหตุผลที่ว่า “ราคามันดูแพงแล้ว”
11.เมื่อหุ้นสามารถทำจุดสูงใหม่ได้ หลังจากความเคลื่อนไหวที่เป็นปกติ ให้รีบซื้อทันที
12.ความกลัวจะทำให้คุณทำเงินได้จากตลาดน้อยกว่าที่ควรจะได้
13.“ความเป็นมนุษย์” ของเรา คือศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของนักลงทุนและเทรดเดอร์
14.อย่าได้หวัง “ลมๆแล้งๆ”
15.การเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่มักต้องใช้เวลานานในการก่อตัว
16.การขี้สงสัยมากไป พยายามหาเหตุผลเบื้องหลังการเคลื่อนไหวของราคา ไม่ใช่เรื่องที่ดี
17.การเฝ้าดูจำนวนน้อยๆ ง่ายกว่าจำนวนมากๆ
18.ถ้าคุณไม่สามารถทำเงินจากหุ้นที่เป็นผู้นำ อย่าหวังจะสามารถทำเงินได้จากตลาดโดยรวม
19.ผู้นำของวันนี้ อาจไม่ได้เป็นผู้นำของสองปีข้างหน้า
20.อย่าตัดสินภาพรวมตลาดเป็นบวกหรือลบ เพียงเพราะหุ้นหนึ่งตัวใด ในบางกลุ่มได้เคลื่อนไหวสวนทิศทางของแนวโน้มหลัก
21.มีไม่กี่คนที่ได้เงินจากการเล่นตามข่าว จงระวังข่าววงใน ถ้าเงินหาง่ายขนาดนั้น คงไม่มีใครเอามาแจกคุณฟรีๆหรอก
22.ซื้อหุ้นที่กำลังขึ้น และ ขายเมื่อหุ้นกำลังลง
23.การเล่นหุ้น ไม่มีสูตรใดที่จะให้คุณได้กำไรจากมัน 100%
24.กำไรสามารถดูแลตัวมันเองได้ แต่การขาดทุนนั้นไม่เคยดูแลตัวเอง
25.จำเอาไว้เลยว่า หุ้นไม่มีคำว่าแพงเกินไปที่จะซื้อ หรือถูกเกินไปที่จะขาย
26.วันไหนที่ต้องขาดทุน ผมจะรู้สึกเจ็บปวด แต่ความเจ็บปวดนั้น ผมจะลืมมันภายในชั่วค่ำคืน แต่ไม่ได้หมายความว่า ผมจะไม่ใส่ใจมันนะ และถ้าคุณไม่ใส่ใจมัน ก็ถือว่ามันเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
27.ถ้าคุณถือหุ้นที่มากเกินไป และไม่สบายใจจนนอนไม่หลับ ทางแก้คือ ให้คุณขายหุ้นออกไปในจุดที่คุณสามารถนอนหลับได้ (Sleeping point)
28.ห้ามถัวเฉลี่ยขาลง เด็ดขาด
29.ซื้อขายตามวิธีการเทรดของตัวเอง และข้อมูลที่ได้รับ
30.ถ้าหุ้นที่ซื้อ ไม่วิ่งไปตามที่คาดหวังไว้ จะต้องไม่รอช้าที่จะขายออกไปทันที ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องถือรอมันในระยะยาว

 ——––
ติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับการลงทุนได้อีกที่เพจ Meawbin Investor นะครับ คลิ๊ก
———

ภาพ : wikipedia.org

Facebook Comments
แบ่งปัน