บาทไทยแข็ง ดีหรือเปล่า ?

687

ประเด็นที่เกี่ยวข้อง

  1. จากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง (Regression) ทำให้ธนาคารกลางของประเทศพัฒนาแล้วไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางสหรัฐฯหรือที่เรียกว่า Fed (Federal Reserve) หรือธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนนโยบายการเงินมาเป็นแบบผ่อนคลาย (การลดอัตราดอกเบี้ย) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
  2. อัตราดอกเบี้ยในประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging market) สูงขึ้นโดยเปรียบเทียบทั่วโลก ตัวอย่าง

ประเทศไทย ปรับจากดอกเบี้ยขึ้นจาก1.5 เปอร์เซ็น เป็น 1.75 เปอร์เซ็น พร้อมด้วยอัตตราเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ 1 เปอร์เซ็น ทำให้เงินบาทอยู่สถานะเป็น safe haven currency ทำให้ดึงดูดเงินทุนเคลื่อนย้ายจากทั่วโลกและความต้องการเงินบาทจึงเพิ่มสูงขึ้น

  1. การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า
  2. ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 เงินรูเปียอินโดนีเซีย, เงินดอลลาร์สิงคโปร์, เงินเปโซฟิลิปปินส์, เงินไทยบาท ต่างก็แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ค่าเงินไทยบาทแข็งขึ้นมากที่สุดเมื่อที่เทียบในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน
  3. จากสถานการณ์ที่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานจะส่งผลให้การส่งออกลดลง และเมื่อการส่งออกเป็นปัจจัยสำคัญของเศรษฐกิจไทย การส่งออกที่ลดลงจะทำให้การเติบโตเศรษฐกิจไทยก็จะลดลงตามไปด้วย
  4. เป็นที่แปลกใจที่แบงก์ชาติไทยไม่มีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบาย โดยที่ประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิก ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย มาเลเซียและฟิลิปปินส์ต่างก็ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงแล้วในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562

ความทำความรู้จัก “ค่าเงินแข็ง”

คำว่า “ค่าเงินแข็ง” เกิดจากการเปรียบเทียบอัตราแลกเปลี่ยนในสองช่วงเวลา ซึ่งปกติแล้วมักจะเปรียบเทียบโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลหลัก(เงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา , เงินยูโร )ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2562 อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 32.30-32.5 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา อัตราแลกเปลี่ยนคือ 30.60-30.65 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อทำการเปรียบเทียบอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างช่วงต้นปีกับช่วงกลางปีแสดงให้เห็นว่า ส่วนต่างที่มากขึ้นเกือบๆ 2 บาทบ่งบอกถึงเงินบาทไทยมีค่ามากขึ้น หรือ “แข็งค่าขึ้น” เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ

ค่าเงินบาทแข็งส่งผลกับเศรษฐกิจไทยอย่างไร

               เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้นส่งผลดีกับผู้บริโภคภายในประเทศหากจะนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เพราะอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลงทำให้ราคาสินค้าถูกลง

ในทางกลับกัน ผู้ส่งออกสินค้า (Exporter) และบริการไปยังต่างประเทศจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากค่าเงินบาทแข็ง เพราะราคาสินค้าและบริการของตนจะแพงขึ้นในสายตาของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเอกชนในไทยแสดงความกังวลในประเด็นดังกล่าวว่า การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่องจะส่งผลให้การส่งออกหดตัวลงและเมื่อการส่งออกเป็นปัจจัยสำคัญของเศรษฐกิจประเทศไทย การส่งออกที่ลดลงจะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงตามไปด้วย

ผลกระทบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้

“ค่าเงินแข็ง” อย่างรวดเร็วและเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้แบงก์ชาติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับต่ำ

ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงินลดลงตาม สถาบันการเงินจึงสามารถลดดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้

ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีแรงจูงใจกู้ยืมเพื่อนำไปลงทุนสูงขึ้นจากต้นทุนกู้ยืมลดต่ำลง ขณะเดียวกัน

ดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำลงจะช่วยลดแรงจูงใจ​ผู้ออมเงินที่นำมาฝากเอาไว้ อาจนำไปลงทุนในช่องทางอื่นๆ เช่น ตราสารหนี้ หุ้น หรือนำไปใช้แทนซึ่งอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้คึกคักมากขึ้น

แต่อย่างไรดี เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แบงก์ชาติเพิ่งประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% ต่อปี แม้ว่าประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิก ทั้งออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านต่างก็ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงแล้วในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 ทั้งนี้ ท่าทีล่าสุดของแบงก์ชาติยังเป็นเหมือนเดิมคือจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยให้เหตุผลว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริง ( อัตราดอกเบี้ย-อัตราเงินเฟ้อ ) ของไทยนั้นอยู่ที่ 0.87% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

สรุป

ค่าเงินบาทแข็งเป็นประเด็นที่ไม่สามารถเรื่องที่สรุปได้ง่าย และมีความซับซ้อนสูง การแก้ไขปัญหามีข้อจำกัดมากมายหลายประการ โดยที่โจทย์ที่สำคัญคือ

  1. ไทยจะสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพได้หรือไม่
  2. รัฐบาลที่จะมาบริหารสมารถรับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร
  3. ภาคเอกชนสามารถจับกลุ่มและแก้ไขปัญหาได้หรือเปล่า

ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบคงไม่ง่ายเลยที่จะบอกได้ชัดเจนว่าควรทำแบบไหน แล้วจะดีที่สุดนะครับ

เขียน : EMP 100 Lot