วิธีการเลือกคู่เทรด

1572

จากที่เราคุยกันมาตั้งแต่แรก ทุกท่านคงจะสังเกตุเห็นกันแล้วว่า มีหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งในการเทรด ให้อยู่รอด นั้นก็คือ “การเลือกสินค้า ให้เหมาะ ให้ดี” ก่อนที่เราจะวางแผนการเทรดนั้นเอง

เพราะเรามองภาพการเทรดเป็นระยะยาว เราอาจต้องอยู่กับการเทรดสินค้าตัวใดตัวหนึ่ง (ตัวที่เราเลือกนั้นแหละ) เป็นเวลานาน อาจต้องมีติดดอยบ้าง ติดไม้รอแก้บ้าง ถ้าเราเลือกสินค้าผิด หรือ เลือกไม่ดี ก็จะทำให้เราสร้าง Cash Flow ได้ไม่ดีไม่ต่อเนื่องเท่าที่ควร หรือถ้าเลือกสินค้าที่ไม่มั่นคง โดนดีดออกจากตลาดไประหว่างเทรดก็อาจทำให้เราสูญเสียเงินทั้งหมดไปเลยก็ได้

ปัจจัย ที่ใช้พิจรณา เลือกสินค้ามาเทรด

1. สินค้านั้นต้องมีความมั่นคง

1.1 ต้องไม่เป็น 0 ( กรณี Bias Buy )
1.2 ต้องอยู่ให้เราเทรดได้นาน เท่าที่เราเทรด

ลองคิดดูนะครับ ว่าถ้าเกิดเราไปเทรดสินค้าตัวหนึ่ง ที่อุตส่าห์วางแผน วางกลยุทธ์ ทุกอย่างไว้อย่างดี วางแผนแก้ทางไว้หมด แล้วอยู่ดีดีสินค้าตัวดังกล่าว ถูกประกาศให้เลิกเทรด เราก็จะล้างพอร์ท ไปแบบงงๆมึนๆ ทำอะไรไม่ได้เลย

ส่วนในตลาด Forex ผมก็แนะนำให้เลือกเทรดคู่เงินที่จัดอยู่ในหมวด Major Currency Pairs ทั้ง 8 สกุลเงินจะปลอดภัยกว่าการที่เราไปเทรดคู่เงินแปลกๆ หรือค่าเงินของบางประเทศที่เรานึกไม่ออกว่าเขาใช้อยู่กับประเทศอะไรบ้าง ลองนึกภาพว่า เราวางแผนเทรดค่าเงิน venezuela ไว้ เมื่อ 10 ปีที่แล้วดูสิครับ

2. ต้องรู้ว่าตัวเองจะเทรดทางไหน Buy or Sell

แต่อยากให้ทุกท่าน มองที่ Buy ส่วนเหตุผล ผมได้อธิบายไปแล้ว และความจริงเวลาที่เราเทรดค่าเงินนั้น เราแทบไม่มีเหตุผลที่เราจะมอง Sell เป็นหลัก เราแค่เปลี่ยนคู่เทรดก็ได้แล้ว เพราะความเสี่ยง มูลค่าที่แท้จริง หายาก มองยาก คำนวณยากมาก ในการ Bias Sell

3. แนวโน้ม

Bias Buy มองหาสินค้า ที่มีโอกาสเป็น “ขาขึ้น” ในภาพใหญ่
Bias Sell มองหาสินค้า ที่มีโอกาสเป็น “ขาลง” ในภาพใหญ่

เพราะว่าเรา อาจต้องมีการ เก็บ Order ไว้งาน ถ้าเราแก้ไม่ได้ เราก็ต้องมีความมั่นใจในระดับหนึ่ง ว่าราคาสินค้านั้น จะวิ่งกลับมาได้

ในกรณีที่เป็น ค่าเงิน Forex ตลาดมักเหวี่ยงไปมา มองเป็น Side Way ขนาดยักษ์ (เพราะว่ามันคือค่าเงิน มันคือการเปรียบเทียบ การต่อสู่ ระหว่างประเทศ 2 ประเทศเป็นอย่างน้อย ไม่มีประเทศไหน อยากด้วยกว่าอีกประเทศตลอดเวลาแน่นอน)

วิธีง่ายๆ

เปิดดูกราฟ TF Week แล้วใช้เครื่องมืออะไรก็ได้ ง่ายๆ ที่เราเชื่อว่าจะสามารถบอกแนวโน้มให้เราได้ EMA , MACD , Momentum และอื่นๆ ได้หมดครับ แต่ถ้าพอมีความรู้เรื่อง Macro ,เศรษฐกิจมหภาค ,เศรษฐศาสตร์ ก็ใช้ในการพิจรณาร่วมด้วยก็จะดีถึงดีมากครับ (เนื่องจากผมยังไม่ชำนาญพอที่จะถ่ายทอดออกมาได้เลยขอละไว้ก่อนนะครับ)




4. มองหาความได้เปรียบ (อื่นๆเพิ่มเติม)

4.1 ราคา

สินค้าที่มี ราคาถูก จะช่วยให้เราประหยัดต้นทุนในการเทรดได้ มากพอสมควร ยกตัวอย่างเช่น (กรณีที่เรา Buy) หากเราเปรียบเทียบราคาสินค้าระหว่างคู่เงิน AUD/USD 0.75 กับ EUR/USD 1.12

มูลค่าการเทรดต่อ 1.00 Lot
AUD/USD 0.75 = 75,000 USD
EUR/USD 1.12 = 112,000 USD
การเลือกเทรดคู่เงิน AUD/USD ก็จะทำให้ประหยัดต้นทุนลงไปได้มาก เกือบเท่าตัวเลยทีเดียว

4.2 ระยะวิ่ง ระยะลาก
ระยะวิ่ง ระยะลาก คือ การเปรียบเทียบราคา ณ ปัจจุบัน และราคาในอดีตของสินค้านั้น

ถ้ามัน ต่ำ เมื่อเที่ยบกับอดีตที่เคย สูง เราเรียกว่า Discount แปลว่า มีโอกาส หรือมีระยะที่ราคาจะกลับขึ้นไปได้นั้นเยอะพอสมควร เหมือนได้จังหวะซื้อของ Sale ลดราคา

ถ้ามัน สูง เมื่อเที่ยบกับอดีตที่เคย ต่ำ เราเรียกว่า Premium แปลว่า มีโอกาส หรือมีระยะที่ราคาจะกลับลงไปได้นั้นเยอะพอสมควร

ช่วยให้เราประหยัดต้นทุน และ มีระยะในการทำกำไรที่มากขึ้น เช่น ถ้าเราเปรียบ AUD/USD ตอนที่ราคา 0.75 กัยตอนที่ราคา 0.90 เมื่อหลายปีที่แล้ว เราจะพบว่า เมื่อหลายปีที่แล้วไม่น่าซื้อ Buy เลยสักนิดเดียว

4.3 Swap , Dividend

อัตตราดอกเบี้ย หรือปันผลที่เราจะได้รับจากการถือครอง สินทรัพย์นั้นๆ เพราะ เราอาจต้องถือ Hold Order เป็นเวลานาน อัตตราดอกเบี้ย หรือปันผล ตรงนี้ก็ถือเป็นรายได้ช่องทางหนึ่งให้เราได้เหมือนกัน ยิ่งเวลาผ่านไปเยอะ เราจะยิ่งได้เปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ

ตัวอย่างของค่า Swap ที่ถือมาระยะเวลาเดือนกว่าๆ บางทีก็ + มากกว่า กำไรที่ได้จากการเทรดต่อไม้เสียอีก แต่ก็อย่าไปหวังเพิ่งพามันมาก เพราะบางที มันก็ติดลบก็มี

การเลือกสินค้าเทรด ให้เหมาะกับรูปแบบการเทรดที่เราจะเรียนรู้กันก็จะมีประมาณนี้เองครับ ก็ไม่ได้มีความยุ่งยากซับซ้อนอะไรมากมายครับ โดยทุกอย่างเริ่มจากความรู้ ความเข้าใจ “พื้นฐานการเทรด และตลาดที่เราจะเทรดก่อน”

หัวใจของ วิธีการเลือกสินค้าเทรด

1. ความรู้ความเข้าใจ “พื้นฐาน การเทรด”
2. ความรู้ความเข้าใจ “ระบบ กลยุทธ์”
3. ความรู้ความเข้าใจ “ตัวเราเอง”
4. ข้อดี ข้อเสีย ข้อจำกัดต่างๆที่เราต้องเจอ แล้วเอามา คิด วิเคราะห์ ถึงความได้เปรียบเหล่านั้น

จากตัวอย่าง ข้างต้นนั้นคือ เราเน้นเทรดแบบกลยุทธ์ พยายามไม่ Stop Loss เน้นสร้าง Cash Flow โดยมีข้อจำกัดเรื่อง ระยะเวลา มีการติดออเดอร์บ้าง ไม่ได้เทรดบ่อย รูปแบบของสินค้าที่เหมาะ จึงออกมาเป็นประมาณนี้

แต่ถ้าเราไปเทรดบนตลาดอื่น อย่างเช่นตลาดหุ้น เราอาจต้องดูเกี่ยวกับเรื่องการบริหาร หรือเฉพาะเจาะจงในส่วนของตัวบริษัทเพิ่มเติม หรือ ถ้ารูปแบบการเทรดของเราเป็นแบบ ใช้ Stop Loss , RR Ratio เราอาจไม่ต้องใส่ใจเรื่องสินค้าที่จะเทรดมากขนาดนี้ก็ได้ เน้นไปดูเรื่องของ volatility แทน เป็นต้น