[สรุป] How Economic Machine Work By Ray Dalio

1208

How Economic Machine Work By Ray Dalio (SubThai)
ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=VQrXw9NmlHM&t=18s
สรุปโดย : Husky

——————————

ระบบเศรษกิจเกิดจากการแลกเปลี่ยน(Transaction) ก่อให้เกิดเครื่องยนต์ 3 เครื่องยนต์

1.Productivity Growth การเติบโตของกำลังการผลิต
2.Short Term Debt cycle วงจรหนี้ระยะสั้น
3.Long Term Debt Cycle วงจรหนี้ระยะยาว

ระบบเศรษฐกิจคือผลรวมของการแลกเปลี่ยน(Transaction)

Trasaction เกิดจากผู้ซื้อ(Buyer) ใช้เงินสด(Cash) หรือ Credit เพื่อซื้อสินค้า(Goods), บริการ(Services), สินทรัพย์ทางการเงิน(Financial Assets) จากผู้ขาย(Seller)

Credit ถูกใช้เสมือนเงินสด
Total Spending = Money + Credit
ซึ่งTotal spending จึงเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนเศรษกิจ

Total Spending / Total Quantity = Price!!

ผู้ซื้อและผู้ขายที่ใหญ่ที่สุดคือภาครัฐ ซึ่งประกอบไปด้วย รัฐบาลและธนาคารกลาง

รัฐบาล มีหน้าที่คือเก็บภาษี(Taxes)และใช้จ่ายภาครัฐ(Spending)
ธนาคารกลาง มีหน้าที่คือควบคุมประมาณเงินสดและเครดิตในระบบ

ธนาคารกลางควบคุมปริมาณเงินผ่านการปรับอัตราดอกเบี้ย และ การพิมพ์เงินใหม่
ธนาคารกลงจึงมีบทบาทสำคัญในวงจรของcredit

Creditเกิดจากผู้ปล่อยกู้(Lender) ต้องการกำไรหรือดอกเบี้ยจากการปล่อยกู้ ซึ่งผู้กู้(Borrower) ต้องการCredit ไปซื้อสิ่งของบางอย่างที่ผู้กู้มีเงินสดไม่พอ เช่น บ้าน รถ หรือเปิดกิจการ
ซึ่งผู้กู้มีภาระผูกพักที่ต้องจ่ายเงินต้น + ดอกเบี้ย ตามระยะเวลาที่กำหนด

เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น คนจะขอกู้น้อยลง เพราะต้นทุนในการกู้สูงขึ้น
เมื่อดอกเบี้ยต่ำลง คนจะขอกู้เพิ่มขึ้น เพราะต้นทุนในการกู้ต่ำลง

Credit จะ เปลี่ยนเป็นDebt ของ Borrower และ เป็นAsset ของ Lender
ซึ่งจะสถานะนี้หายไปเมื่อBorrow จ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยครบ

ซึ่งCredit ทำให้กำลังการซื้อของคนเพิ่มมากขึ้น
เพราะการใช้จ่ายของคนหนึ่งจะเท่ากับรายได้ของอีกคนหนึ่ง
Spending = Income

ซึ่งLenderจะปล่อยกู้เมื่อBorrowerมีCreditwarthyซึ่งประกอบไปด้วย
1.ความสามารถในการจ่าย
2.สินทรัพย์ค้ำประกัน

ในระบบที่เศรษฐกิจไม่มีเครดิต การเพิ่มรายได้ต้องเกิดจากการผลิตที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเดียว
ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจไปค่อนข้างช้า

แต่ในระบบเศรษฐกิจที่มีเครดิตจะทำให้เศรษฐกิจไปได้ค่อนข้างเร็ว เพราะผู้กู้เอาเงินที่กู้มาซื้อสิ่งของหรือทรัพย์สินบางอย่างท่ทำให้เกิดรายได้มากขึ้น ผู้คนจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
แต่มันจะมีบางส่วนที่ใช้creditมากู้แล้วไม่ได้เอาเงินไปทำให้เกิดรายได้เพิ่มมากขึ้น หรือกู้ไปสร้างรายได้เพิ่มแต่ไม่เป็นไปตามหวัง ทำให้ความสามารถในการใช้หนี้ลดลดง

เมื่อเกิดการกู้ยืมทำให้กำลังการซื้อของคนมากขึ้น เกิดจากใช้จ่ายมากขึ้น
และการจ่ายของคนหนึ่ง = รายได้ของอีกคน
เกิดเป็นวงจรต่อเนื่องเรื่อยๆ
ทำให้เศรษฐกิจเกิดการขยายตัว
ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า เงินเฟ้อ(Inflation)

เมื่อเกิดเงินเฟ้อ ธนาคารกลางต้องการลดภาวะเงินเฟ้อ โดยการเพิ่มดอกเบี้ย
เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น คนกู้ยืมน้อยลง เพราะต้นทุนในการกู้ยืมสูงขึ้น

ทำให้คนมีกำลังซื้อลดลง เมื่อคนนึงใช้จ่ายน้อยลง–> รายได้ของอีกคนลดลง
ราคาสินค้าจึงลดลง –>เกิดภาวะเงินฝืด (Defltion) –>เกิดการชะลดตัวของเศรษฐกิจที่เรียกว่า Recession

เมื่อเกิดRecssion ธนาคารกลางจะปรับดอกเบี้ยลง
เพื่อกระตุ้นการกู้ยืม และทำให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจอีกครั้ง

ซื่งการกู้ยืมได้มากทำให้เศรษฐกิจเกิดการขยายตัว
และการกู้ยืมได้น้อยทำให้เกิดเศรษฐกิจชะลอตัว
โดยถูกควมคุมอัตรดอกเบี้ยจากธนาคารกลาง
ทำให้เกิดcycleระยะสั้นที่เรียกว่า Short Term debt cycle
1cycle ใช้เวลาประมาณ 5-8ปี
ซึ่งจะสังเกตว่า ยอดหนี้มันสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะมนุษย์มีแนวโน้มที่จะกู้ยืมมากขึ้น จ่ายหนี้น้อยลง
ทำให้หนี้สินโตมากกว่ารายได้ เมื่อเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เกิดเป็นlong term debt cycle

เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เป็นPeak ของ long term debt cycle
ด้วยปริมาณหนี้สินที่มีมหาศาล การลดอัตราดอกเบี้ย จะไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้
เกิดภาวะ Deleveraging

การจัดการปัญหาDeleveraging ทำได้ 4 วิธี

1.Cut Spending
ภาคครัวเรือน ภาครัฐ ภาคเอกชน ลดการใช้จ่าย
มักถูกเรียกว่า มาตรการรัดเข็มขัด(Austerity)
2.Reduce debt
การลดหนี้จากการผิดนัดชำระและกรปรับโครงสร้างหนี้ใหม่
3.Redistribute wealth
ลดความเหลื่อมล้ำโดยถ่ายโอนความมั่งคั่งจากคนรวยไปสู่คนจน
4.Print money
การพิมพ์เงินใหม่

โดยเริ่มต้นจะเริ่มจากการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ การลดต้นทุน ลดการจ้างงาน
ซึ่งตอนแรกดูเหมือนจะดี
แต่เมื่อเราลดรายจ่าย ก็หมายความว่า รายได้ของอีกคนก็ลดลง
ทำให้เงินในระบบยิ่งลดลงไปอีก ทำให้ไม่มีเงินไปจ่ายหนี้

ต่อมาเมื่อลดรายจ่ายไม่ได้ผล ต่อไปคือการลดหนี้ โดยการผิดนัดชำระหนี้
ซึ่งทำให้คนที่ฝากเงินกับธนาคาร
แห่ไปถอนเงินออกเพราะมองว่า ธนาคารอาจจะรักษาเงินที่ฝากไว้ไม่ได้
ทำให้เกิดการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

เมื่อเกิดการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลเก็บภาษีได้ลดลง
และยังต้องจ่ายเงินชดเชยเพิ่มให้คนที่ตกงานด้วย
เมื่อรายได้จากภาษีลดลง รายจ่ายเพิ่มขึ้น จึงเกิดการดำเนินงานแบบขาดดุล

เมื่อขาดดุรัฐบาลจะไปหารายได้จากคนรวยในประเทศ
เมื่อคนรวยจ่ายมากขึ้นๆ สุดท้ายก็ไม่อยากจ่ายเพื่อช่วยเหลือคนจนอีก
เกิดความขัดแย้งในสังคม ทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง
หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศได้

จึงเหลือทางเลือกสุดท้ายคือ การพิมพ์เงินเพิ่ม
ซึ่งการพิมพ์เงินคือตัวเลือกเดียวที่มำให้เกิดinflationมากขึ้น

เมื่อพิมพ์เงินออกมาแล้วจะทำให้เงินไปอยู่ในมือประชาชนได้ยังไง
รัฐบาลก็ออกพันธบัตรรัฐบาลออกมาให้ประชาชนไปซื้อพันธบัตร

ทำให้รัฐบาลมีรายได้มากขึ้น แล้วเอาไปใช้จ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ซึ่งการทำแบบนี้รัฐบสลต้องเสี่ยงมากเพราะต้องเป็นหนี้มากขึ้น การดำเนินนโบายจึงต้องBalanceกันระหว่างDefationและinflation

แล้วการพิมพ์เงินจะไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ?
การพิมพ์เงินจะค่อยๆทำเพื่อไปทดแทนส่วนของที่เป็นcredit ซึ่งจะทำให้รายได้ค่อยๆสูงขึ้นกว่าการเติบโตของหนี้สิน ซึ่งจะต้องค่อยๆBalanceจนเข้าสู่ช่วงขาขึ้นใหม่ของlong term debt

3 Rules of Thumb

1.อย่าปล่อยให้การเติบโตของหนี้สินสูงกว่าการเติบโตของรายได้
เพราะจะทำให้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
Don’t have debt rise faster than imcome.

2.อย่าปล่อยให้รายได้โตมากกว่ากำลังผลิตที่แท้จริง
เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเรากำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันโดยไม่รู้ตัว
Don’t have income rise faster than productivity

3.พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต
เพราะในระยะยาวกำลังการผลิตคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
Do all that you can to rise productivity

สรุปตามความเข้าใจโดย : Husky
แนะนำ ติชมกันได้นะครับ