เข้าใจกลยุทธ์ Rebalancing ใน 15 นาที

51

Rebalancing คืออะไร

กลยุทธ์การลงทุนที่เรียกว่า Rebalancing ใช้หลักของการบริหารจัดการทรัพยากร ด้วยวิธีการ “ปรับ หรือ รักษา สัดส่วนการลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมายที่เรากำหนด”

เป็นกลยุทธ์การลงทุนรูปแบบหนึ่ง ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการจัดการ และควบคุมความเสี่ยงในการลงทุน พร้อมทั้งยังสร้างผลตอบแทนได้อย่างคุ้มค่าในระยะยาว

Rebalancing ออกแบบมาเพื่ออะไร

เคยไหมครับ เวลาที่คุณอยากลงทุนอะไรสักอย่าง หรืออยากลงทุนในสินทรัพย์มีค่า ที่มองว่ามีแนวโน้มสามารถเติบโตได้ดีในอนาคต แต่…

– อยากซื้อตอนราคาต่ำๆ ซึ่งก็ ไม่รู้ว่ามันจะต่ำสุดตอนไหน ?
– อยากขายตอนราคาสูงๆ ซึ่งก็ ไม่รู้ว่ามันจะสูงสุดตอนไหน ?

จะซื้อ ตอนนี้ ทั้งหมดก็กลัว “ติดดอย” (ซื้อแพงแล้วราคาสินทรัพย์ลงแรง) นั่งรอสักพัก ให้ราคาลงมาหน่อย แต่ราคาก็วิ่งขึ้นไม่หยุด

คิดอีกที ถ้าไม่ซื้อตอนนี้ ก็กลัว “ตกรถ” (ไม่ซื้อ แล้วราคาสินทรัพย์แพงขึ้นต่อเนื่อง) คนอื่นๆที่เข้าซื้อก่อนเราก็ได้กำไรกันไปไม่รู้เท่าไรแล้ว

นั้นแหละครับ กลยุทธ์การลงทุนแบบ Rebalancing ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ของนักลงทุน ด้วยการแบ่งสัดส่วนการลงทุน และปรับสัดส่วนอย่างเป็นระบบ ทำให้เราไม่พลาดการลงทุนที่ดี ในทุกระดับราคา ช่วยให้เราได้ซื้อตอนที่ราคาถูก ขายเมื่อราคาแพงขึ้นมา รวมถึงยังช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนอีกด้วย และการลงทุนด้วยกลยุทธ์ Rebalancing ง่ายมากๆ 

วิธีการลงทุนด้วยกลยุทธ์แบบ Rebalancing 

  1. แบ่งเงินลงทุนกระจายไปในสินทรัพย์ ที่มีความเสี่ยงสูงและความเสี่ยงต่ำ หรือสินทรัพน์ที่นักลงทุนให้ความสนใจ โดยจัดสัดส่วนตามความสามารถในการรับความเสี่ยง อย่างน้อย 2 สินทรัพย์

    ตัวอย่าง
    Asset A  / Asset B
    BTC (เสี่ยงสูง) / USD (เสี่ยงต่ำ)
    BTC (เสี่ยงสูง) / THB (เสี่ยงต่ำ)
    ETH (เสี่ยงสูง) / BTC (เสี่ยงต่ำ ว่า ETH)
    หุ้น A (เสี่ยงสูง) / หุ้น B (เสี่ยงต่ำ)

    * เงินสด (เช่น USD , THB) ถือว่าเป็น สินทรัพย์มีค่า ที่มีความเสี่ยงต่ำได้เช่นกัน
  2. กำหนดสัดส่วนการลงทุน ของทั้ง 2 สินทรัพย์ให้ชัดเจน ตามมูลค่าของสินทรัพย์ทั้ง 2

    ตัวอย่าง
    Asset A (50%) / Asset B (50%)
    Asset A (40%) / Asset B (60%)
    Asset A (1 ล้านบาท) / Asset B (1 ล้านบาท)

    ** การกำหนดสัดส่วนจะส่งผลโดยตรงกับความเสี่ยง และผลตอบแทน
  3. เข้าซื้อ ถือ สินทรัพย์ที่สนใจลงทุนทันทีตามอัตตราส่วนที่เรากำหนดในขั้นตอนที่ 2
  4. กำหนดเงื่อนไข ที่ชัดเจน ในการ “ปรับ หรือ รักษาสัดส่วนการลงทุน” ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่เรากำหนดจากในขั้นตอนที่ 2


มูลค่าของสินทรัพย์ที่เราถือนั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามกลไกของตลาดที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ “สัดส่วนการลงทุน” ของนักลงทุนเปลี่ยนไปจากเดิมตามมูลค่าของสินทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงไป นักลงทุนจึงมีหน้าที่คอยปรับสัดส่วนการลงทุนของพอร์ทให้เท่ากับ “สัดส่วนที่กำหนดไว้” เสมอ

ตัวอย่าง  Rebalancing แบบปรับสมดุล 50% / 50%

  1. Asset A = BTC / Asset B = USD [BTC/USD]
  2. กำหนด สัดส่วนการลงทุนไว้ที่  50% / 50%
  3. เงินลงทุน 10,000
  4. ซื้อ BTC 5,000
  5. เมื่อ BTC มีมูลค่าเพิ่มขึ้น (5,100) ขาย BTC ออกไปมูลค่า 50 
  6. สัดส่วนของทั้ง 2 สินทรัพย์จะกลับมาเท่ากัน ที่ 5,050 / 5,050
  7. ในทางกลับกัน หาก BTC มีมูลค่าลดลง ให้ซื้อเพิ่มเพื่อปรับสัดส่วน ให้เท่ากัน
ภาพ อธิบายการ Rebalancing แบบปรับสมดุล 50% / 50%

ทั้งนี้เงื่อนไขในการทำ Rebalancing ว่าควรทำเมื่อไร ตอนไหนนั้นขึ้นอยู่กับตัวผู้ลงทุน ว่าต้องการทำบ่อยแค่ไหน แนะนำให้กำหนดขึ้นมาเป็นกฎแบบตายตัวเพื่อความง่ายในการตัดสินใจ เช่น

  • Rebalancing ทุกครั้ง ที่สัดส่วนต่างกันเกิน 10%
  • Rebalancing ทุก 10 วัน หรือ 1 เดือน
  • Rebalancing เมื่อมีข่าว ดี หรือ ไม่ดี เกี่ยวกับสินทรัพย์นั้น

ทำไมต้อง Rebalancing  ได้ประโยชน์อะไร

หากให้อธิบายมุมมอง และประโยชน์ทั้งหมด สำหรับการลงทุนด้วยกลยุทธ์ Rebalancing นั้นคงต้องใช้เวลามากพอสมควร ผู้เขียนจึงขออนุญาตใช้เป็นวิธีการยกตัวอย่างจากสิ่งทีเกิดขึ้นในอดีตกับการใช้กลยุทธ์ Rebalancing โดยอ้างอิงจาราคาที่เกิดขึ้นจริงในอดีต และเงื่อนไขการ Rebalancing ตามตัวอย่างจากบทก่อนหน้านี้

  • เริ่มต้นด้วยการลงทุนด้วยกลยุทธ์ Rebalancing ในจุดที่ราคาสูงที่สุดของราคา BTC/USD ในวันที่ 01/01/2018 ด้วยอัตตรา่วนการลงทุน 5,000 / 5,000 (50%)
  • คอยปรับสมดุลของ Asset ทั้งสองตลอดระยะเวลา
  • ราคาลง ทยอยซื้อ BTC ปรับสัดส่วนให้เท่ากัน
  • ราคาขึ้น ทยอยขาย BTC ปรับสัดส่วนให้เท่ากัน
ภาพเปรียบเทียบราคาสินทรัพย์ และแบบจำลอง Rebalancing แบบปรับสมดุล 50% / 50%

ข้อสังเกต จากตัวอย่าง

  • Rebalancing คือกลยุทธ์การซื้อของถูก ไปขายแพง ตลอดเวลา 
  • ราคาลงเรื่องๆ ก็แบ่งเงินมาซื้อ ได้เรื่อยๆ ได้ปริมาณสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • ราคา BTC ลงมาที่ 4,000 ถ้าซื้อแล้วถือปรกติ (Holder) คุณขาดทุน -80%
  • หากทำ Rebalancing คุณขาดทุนเพียง -50% เท่านั้น
  • ราคา BTC กลับมาที่ 20,000 ถ้าซื้อแล้วถือปรกติ (Holder) คุณขาดทุน 0%
  • หากทำ Rebalancing คุณกำไร +77%
  • ปัจบัน (10/01/2021) ราคา BTC  อยู่ที่ระดับ 40,000 
  • ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียง 3 ปีเท่านั้น
  • ตัดความโลภ กลัว อารมณ์ ของผู้ลงทุนได้ เน้นทำตามแผน และสัดส่วน

นั้นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงควรนำกลยุทธ์ Rebalancing มาใช้ในการลงทุน เพราะสามารถลดความเสี่ยงการลงทุนได้เป็นอย่างดี สามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระดับที่ดี ยังช่วยให้คุณไม่พลาดโอกาสในการลงทุนในทุกระดับราคา ในขณะที่คนอื่นยังคงกังวลกับราคาที่เปลียนแปลงไปมาในแต่ละวัน

ความเสี่ยง

ความเสี่ยงใหญ่ของนักลงทุนที่ต้องเจอก็เป็นเรื่องเดียวกับการลงทุนทุกรูปแบบ นั้นคือเรื่องของมูลค่า และการเติบโตของสินทรัพย์ที่นักลงทุนเลือกเข้ามาไว้ในพอร์ท

ไม่ว่ากลยุทธ์การลงทุนจะออกแบบมาได้ดีเพียงใด หากสินทรัพย์ที่ท่านเลือกลงทุนราคาตกลงเรื่อยๆจนถึง 0 ก็ย่อมสร้างความเสียหายให้การลงทุนของท่านอย่างแน่นอน

ส่งท้ายจากผู้เขียน

กลยุทธ์การลงทุนที่เรียกว่า Rebalancing เป็นกลยุทธ์ที่ง่าย และสามารถทำได้จริง อีกทั้งยังถูกนำไปใช้ในการทำ Automatic Rebalancing หรือ การรักษาสัดส่วนการลงทุนอัติโนมัติ เพื่อให้บริการลูกค้าในหลายๆที่ โดยเฉพาะพวกกองทุนต่าง ยิ่งเป็นโปรแกรมอัติโนมัติยิ่งตัดเรื่องของอารมณ์ผู้ลงทุนออกไปได้อีก 

กลยุทธ์ Rebalancing ไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้แต่อย่างใด หากท่านผู้อ่านลองศึกษา และนำไปใช้อย่างจริงจังเหมือนกับตัวผมนั้นจะพบว่ากลยุทธ์ง่ายๆนี้ ยังสามารถปรับปรุง พัฒนา ต่อไปได้อีกหลายรูปแบบเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ตรงความต้องการของผู้ลงทุนมากยิ่งขึ้น และสามารถทำให้เป็นโปรแกรมอัติโนมัติได้ไม่ยาก 

หากมีโอกาสในบทความต่อไป จะขอมาเขียนเกี่ยวกับรูปแบบการพัฒนา ผลลัพธ์ที่ได้จากการพัฒนากลยุทธ์ของผมและทีมงานเพื่อ เป็นไอเดียในการประยุกต์ลงทุนสำหรับทุกท่าน

อยากให้ผู้อ่านทุกท่านลองพิจารณาดูนะครับว่ากลยุทธ์นี้จะเป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่ ?


ผู้เขียน : Meawbin Investor

สอบถาม พูดคุย แลกเปลี่ยน
https://www.facebook.com/meawbininvestor

อ้างอิง :
https://investor.vanguard.com/investing/portfolio-management/rebalance
https://investornews.vanguard/rebalancing/