Building an Equity Millipede part 3 : Core Concept

481

ในบทความตอนนี้เราจะมาพูดถึง หัวใจหลักๆ 3 ข้อของการเทรดแบบ “กิ่งกือ” ตามแบบของต้นฉบับคุณ pipEasy กันครับ

จากการอ่านและสรุปของผมนั้นสามารถจับสังเกตุได้ว่าคุณ pipEasy จะให้ความสำคัญกับการเทรดมากๆ อยู่ทั้งหมด 3 อย่างด้วยกันซึ่งนับเป็น Core concept ของ “กิ่งกือ” ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการเทรด ดังนี้ครับ

1. Low risk Entry เข้าเทรดให้เสี่ยงน้อยที่สุด
2. Power of Participation มีส่วนร่วมกับตลาด
3. Growth from Holding เติบโตจากการถือ

1. Low risk entry

คือการเข้า order ที่มีความเสี่ยงต่ำ stop loss สั้นๆ หรือรีบตัดขาดทุนให้เร็วที่สุด น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยคุณ pipEasy ให้ความเห็นว่าจุดเข้าที่ดีของเขาส่วนใหญ่ จะมี stop loss หรือจุดตัดขาดทุนอยู่แค่ราว 5-10 Pips(50-100 Point) เท่านั้น และมีทั้งแบบที่ตั้งเป็น hard stop loss และ hand stop loss (ตั้งด้วยโปรแกรม และ ปิดมือ)

โดยทุกครั้งที่เข้าเทรด จะต้องมีเป้าหมายว่า ราคาจะวิ่งทันที และไม่กลับมาที่ราคานั้นอีกเลยในอนาคตนั้นเอง

ภาพตัวอย่างของกราฟ GBP/AUD weekly ที่คุณ pipEasy นำมาแสดงให้ดู ในส่วนที่ highlight สีแดงคือจุดที่เข้าแล้ว position ยังอยู่รอดอยู่ และเพื่อแสดงให้เห็นว่าในตลาดจะมีจุดเข้าแบบนี้เสมอ เราต้องเข้าจุดแบบนี้ให้ได้ (คุณ pipEasy ทำได้)

ความยากของ Entry แบบนี้คือ มันแพ้หรือโดน Break event(BE) บ่อยมาก เช่นส่วนที่อยู่ในกรอบสีชมพู จะเห็นว่ามันเป็น side way นานมาก ประมาณ 7 เดือน การสะสมขา(Leg) ที่เราพยายามสร้างช่วงนั้นจะตายทั้งหมด เพราะโดน BE

ซึ่งคุณ pipEASY บอกว่า คุณสามารถรับมือกับเรื่องนี้ได้มั้ย การที่ position วิ่งได้กำไรแล้วหลังจากนั้นวิ่งกลับมาโดนBE แล้วเราไม่ได้อะไรเลย หรือการแพ้ติดๆกันถึง 20 ครั้ง คุณทำใจได้รึเปล่า

ถ้าทำใจได้และอดทนมากพอ ผลลัพท์มันจะคุ้มค้ากับที่เราลงมือไป  ถ้าทำได้มันอาจจจะมี position เหลือรอด 20+ position สามารถทำกำไรได้เป็น > 1000 pip/ไม้ จะทำให้พอร์ตมันโตไปได้อย่างมหาศาล

2. Power of Participation 

คือ การมีส่วนร่วมกันตลาด พูดง่ายๆก็คือเราต้องไปเทรด ตลอดเวลสนั้นเอง เพราะถ้าเราไม่เข้าไปเทรดเราก็ไม่มีทางรู้จักตลาด หรือ หาจังหวะเทรดที่ดีแบบ Low risk Entry ได้แน่นอน

อีกเหตุผลที่เราควรเข้ามามีส่วนร่วมกับตลาดเสมอเพื่อเป็นการรับมือกับปัญหาที่ใหญ่ที่สุด ที่เทรดเดอร์ต้องเจอในการเทรดแบบ กิ้งกือ

นั้นคือสิ่งที่เรียกว่า “การรับ Loss ไม่ได้” ซึ่งมันจะเกิดขึ้นเสมอในจิตใจของเทรดเดอร์เสมอ ไม่ว่าจะมาจากการโดน stop loss บ่อยๆ หรือ ราคาวิ่งไปได้กำไรแล้วเขียวแล้ว แต่สุดท้ายวิ่งกลับมาโดน Stop loss หรือโดน Break event ของเรา 

สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรารู้สึก “สูญเสีย ถูกปฏิเสธ หรือไม่ก็รู้สึกว่าเราเป็นคนผิด” หรือมากไปกว่านั้นเกิดการเสียความมั่นใจตัวเองไปเลยทีเดียว

จากสถิติของคุณ pipEASY เอง ในการเทรดแบบ “กิ้งกือ” จากจำนวน 100% ไม้ที่เข้าเทรด ,80% จะโดน Break event , 15% จะโดน SL ,และมีเพียง 5% เท่านั้น ที่สามารถอยู่รอด และสร้างกำไรจนทำให้พอร์ตมันโตได้

เทรดเดอร์ที่ขาดเรื่อง “Power of Participation” ไม่มีทางที่จะสามารถประสบความสำเร็จจากการเทรดในรูปแบบ “กิ้งกือ” ได้เลย เพราะเทรดเดอร์คนนั้นจะไม่สามารถรับมือกับสภาวะอารมณ์ที่โหดร้ายแบบนี้ได้

และความสามารถในการรับมือกับสภาวะอารมณ์ที่โหดร้ายแบบนี้เกิดจากการฝึกและการเอาตัาเองเข้ามาอยู่ในตลาด มีส่วนร่วมกับตลาดบ่อยๆเท่านั้น (มันเสกขึ้นมาไม่ได้)

สุดท้ายคุณ PipEasy จะย้ำว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับตลาดเสมอ “อย่ากลัว หรือลังเล” ถ้าตลาดบอกให้ Sell เราก็ Sell  ถ้าตลาดบอกให้ Buy เราก็ Buyโดยไม่สนว่า ก่อนหน้านี้ เราจะมีไม้ Buy หรือ Sell อยู่ก่อนหน้าแล้ว

เราจะรู้ว่าเราอยู่ในเทรน รึเปล่า ให้ดูจาก position นั้นมันอยู่รอด
เราจะรู้ว่าเราอยู่เทรนขาขึ้น รึเปล่า ให้ดูจาก มีไม้ Buy รอดเยอะกว่า 
เราจะรู้ว่าเราอยู่เทรนขาลง รึเปล่า ให้ดูจาก มีไม้ Sell รอดเยอะว่า

หน้าที่ของเทรดเดอร์คือ เข้าไปมีส่วนร่วมกับตลาด คือ Entry แล้วเลื่อน SL มาที่ BE หน้าที่เราจบแค่นี้ กำไรหรือไม่ มันเป็นหน้าที่ของตลาด ไม่ใช่หน้าที่ของเรา เราต้องปล่อยให้ตลาดตัดสิน 

“Go with the flow and participate, Be in action” 
——  pipEASY

3. Growth from Holding 

Core concept ตัวสุดท้ายคือ Growth from holding  หมายถึง การปล่อยให้ position ที่เราถือมันเติบโตของมันไปเรื่อยๆ เพราะคุณ pipEasy พบว่า การปล่อยให้ position มันโต มันคุ้มกว่าการที่เราจะมาเข้า order
แล้วรีบออกตอนที่ถึง TP ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา และความอดทนเป็นอย่างมาก

คุณ pipEasy ให้นิยามการเทรดของตัวเองว่า “Infinite yield” ซึ่งคือการถือ position ไปจนกว่ามันจะไม่ทำกำไรแล้ว (Holding indefinitely) ถึงจะยอมปิด position นั้นเพื่อทำกำไรนั้นเอง

อาจฟังดูเหมือนง่าย ใครๆก็รู้ แค่ถือให้นานๆได้กำไรเยอะๆ แต่อบอกไว้เลยว่าข้อนี้ คือข้อที่ยากที่สุดของทั้ง 3 ข้อ เพราะสมอง และธรรมชาติของมนุษย์ ที่เรียกตัวเองว่าเทรดเดอร์ทุกคนนั้น ไม่ได้ถูกสร้างมาแบบนี้ 

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่เมื่อเห็น Position ของตัวเองมีกำไรก็มักจะเกิดอาการคันไม้คันมือ อยากปิดกำไร เก็บเข้ากระเป๋าตลอดเวลา และยังต้องต่อสู้กับความกลัว “กลัวกลับมาที่เดิม กลัวกลายเป็นขาดทุน กลัวเสียกำไรที่อยู่ตรงหน้าไป” ตรงจุดนี้เองที่ทำให้มันยากและเทรดเดอรฺ์หลายคนทำไม่ได้

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเรามักจะทนถือไม้ที่กำไรได้ไม่นาน แต่ดันถือไม้ที่ขาดทุนได้นานมาก ซึ่งจริงๆมันต้องทำตรงกันข้าม

เรามักจะปิด order ก่อนที่มันจะโต เนื่องจากหลายปัจจัย แต่หลักๆคือ จิตใจเราไม่มั่งคง เราไม่เชื่อมั่นในความสามารถตัวเอง เรากลัวว่ามันจะวิ่งกลับมาชน Break event เราจะปิดก่อนที่มันจะโต 

pipEASY บอกว่ามีไม้ที่ได้กำไรไปแล้ว 2000 pip แล้ว Retrace กลับมาเหลือ 800 pip เขาก็ไม่ปิด order เพราะมั่นใจว่า มันแค่ Retrace แล้วมันจะไปต่อ สุดท้ายมันก็ไปต่อ แต่แม้ว่ามันจะโดน Break event ก็ไม่เป็นไร 
เราก็แค่ต้องไปต่อ 

ความอดทนรอให้ขามันโต (Patience to wait for extended periods, often days and weeks) และ ศรัทธาที่ไม่อย่างสั่นคลอนได้ (Unbending faith in ones ability) คือสิ่งที่ยากที่สุดของการเทรดแบบ Building an Equity Millipede

สรุป

หัวใจสำคัญของการเทรดด้วยระบบ Building an Equity Millipede มี 3 ส่วน 

1. Low risk Entry 

เข้าในจุดที่ดีที่สุด ที่ราคาจะวิ่งไปยาวๆและไม่าย้อนกลับมา ตั้ง SL ต่ำๆ ซึ่งความยากของมันไม่ใช่เรื่องการหาจุดเข้าที่ดี แต่เป็นการรับกับความผิดพลาดของเราให้ได้ เพราะเราจะโดน SL และ BE บ่อยมากจนทนไม่ไหว และยอมแพ้ไปก่อน

และย้ำว่าคุณ pipEasy บอกเสมอว่า ไม่จำเป็นต้อง Entry ด้วยเงื่อนไข หรือวิธีการดูกราฟตามแบบของคุณ pipEasy เราสามารถใช้วิธีไหนก็ได้ เพราะความชำนวญของแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่ต้องเข้าเงื่อนไข Low risk Entry เท่านั้นเอง

มีคนถามตลอดว่าแล้วจะรู้ได้ไงว่าแม่น หรือเหมาะจะเอาระบบมาใช้ คุณ pipEasy เขาก็มีรูปแบบการฝึกที่ชวยบอกได้ ซึ่งเราจะเก็บไว้คุยกันในตอนอื่นนะครับ

2. Power of Participation 

พยายามมีส่วนร่วมกับตลาดเสมอเพื่อฝึกอะไรหลายอย่าง ทั้จุดเข้า การถือ การอ่านอารมณ์ตลาด เพราะการเทรดให้ประสบความสำเร็จนั้นต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์ ถ้าเราไม่เข้าไปในตลาด เราจะไม่ได้รับอะไรเลย

3. Growth from Holding 

ถือให้ทน ถือให้นาน ถือให้ได้ เมื่อมีกำไร แล้วปล่อยมันรันไปให้สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เราพอใจ

เข้าให้แม่น ผิดทางออกให้ไว ถูกทางเมื่อไร ถือยันลูกบวช ทำวนซ้ำขั้นตอน ประมาณนี้

ส่วนตัวผมมองว่าความโหด ก็คือเรื่องของผลกระทบต่อจิตใจนี้แหละครับ เพราะเราจะต้องเจอกับ SL BE จำนวนมากกว่าจะได้ Position ที่สามารถรันเทรนยาวๆได้ ทำให้หลายคนที่ฝึกมาพร้อมกันยอมแพ้ไปเสียก่อน

ปล. สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเทรด อาจจะอ่านงงๆ นิสนึงนะครับเนื่องจากเนื้อหาค่อนข้างแน่น และมีหลายส่วนมาก 

อ้างอิง
Forexfactory :  https://www.forexfactory.com/showthread.php?t=245149
PDF : https://www.forexfactory.com/showthread.php?t=245149&page=367

ผู้แปล : Husky Millipede Trader
เรียบเรียง : Meawbin