Building an Equity Millipede Part 5 : Break Event and Stacking

270

หลังจากที่เราฝึก 3X20 TP ไปได้แล้วซักระยะจนเราเริ่มเข้าใจ Flow ของตลาดมากขึ้น เริ่มเข้าใจว่าควรจะเข้าตรงไหน ให้ได้จังหวะที่ดี และมีโอกาสโดน Stop Loss น้อย เราก็จะเริ่มมีความมั่นใจกับระบบมากขึ้นแล้ว ต่อไปสิ่งที่ต้องทำก็จะเริ่ม Run Trend ในแบบกิ่งกือเราต้องมารู้จักกับ 2 เรื่องนี้ก่อน นั้นคือเรื่อง Break Event(BE) และการ Stacking นั้นเอง เพราะถ้าระบบไม่มี 3 สิ่งนี้ด้วยก็เป็นไปได้ยากที่จพทำกำไรมากถึง 700% ใน 2 ปีได้

Break Event (BE) 

คือการยก Stop Loss ที่เราตั้งไว้ก่อนหน้านี้ ขึ้นมาให้อยู่ในระดับเดียวกับจุด Entry เมื่อราคาวิ่งไปในทิศทางที่เราต้องกาแล้วระดับหนึ่งจนเราพอใจ หรือมั่นใจว่าราคาจะไม่กลับลงไปที่จุดนั้นแล้ว เพื่อทำให้เวลามันวิ่งกลับมาเราจะไม่เสียเงิน เปรียบเสมือนเกราะกำบังให้กับ position นั้น 

เมื่อจบกระบวนการนี้ คุณ pipEASY จะเรียกว่า Leg หรือขาของกิ้งกือได้ถูกสร้างขึ้นมาแล้ว จากนั้นก็ปล่อยมันไปยาวๆจนกว่าจะได้กำไรเท่าที่เราพอใจ แบบมากมายมหาศาล ตามคอนเส็ป กิ้งกือ 

เช่น กรณีที่เรากดออเดอร์ Buy ที่ราคา 10 USD  ราคาขึ้นไป 15 USD เราจะเลื่อน Stop Loss มาที่ระดับ 10 USD (อาจสูงกว่านิดหน่อยได้ ตามความต้องการเช่น SL 10.10 USD)

แล้วเราจะเลื่อน SL มา BE เมื่อไหร่

คุณ pipEASY บอกคอนเส็ปง่ายๆว่า “เมื่อคิดว่า Leg หรือ position นั้นน่าจะปลอดภัย จากการเหวี่ยงของตลาดแล้ว” ง่ายๆแบบนี้เลยครับ

มันไม่ได้มีกฏตายตัวชัดเจน แต่เขาให้แนวทางคร่าวๆไว้ด้วย  
คือ เมื่อ ราคาวิ่งไปทิศที่เราต้องการประมาณ 4-5 แท่งใน Time frame นั้นๆ
หรือ เมื่อ ราคาวิ่งแท่งเดียวแต่แรงจนทะลุแนวรับ แนวต้านสำคัญๆ 
หรือ เมื่อ เราจะไม่ได้อยู่เฝ้าหน้าคอมก็จะเลื่อน SL มาที่ BE ทันที จะได้ไม่กังวล

ซึ่งจะเป็นการย้ำว่า ไม่มีวิธีการที่แน่นอน ตายตัว หลักๆคือเมื่อ มั่นใจในระดับหนึ่งว่าราคตาจะไม่กลับมา หรือต้องการจะปกป้องความเสี่ยงตรงนั้นเอาไว้นั้นเอง ทั้งนี้ผู้แปลมองว่า ขึ้นอยู่กับระบบ เทคนิคอล ที่ผู้เทรดแต่ละคนเลือกใช้ด้วยเช่น ผมใช้แนวรับ แนวต้าน ก็จะยก BE เมื่อราคาวิ่งผ่านแนวต้านสำคัญๆ นั้นเอง

ใช้ Trailing stop ได้มั้ย

ใช้ได้ครับ ไม่ได้ติดอะไร แต่คุณ pipEASY ไม่ได้ใช้ครับ 555+
เพราะเขาบอกว่า มันทำให้ Leg นั้นมีโอกาสโดน Trailing stop แล้ว วิ่งไปทางเดิม (โดนวิ่งมาเกี่ยว Trailing stop แล้วไปต่อ) ทำให้เสียโอกาส หรือ เสีย Leg ดีดีที่อาจสร้างกำไรให้มหาศาลในอนาคต  คุณ pipEASY ย้ำว่าว่า “ยอมไม่ได้อะไรเลยดีกว่า เสียโอกาสที่ขานั้นอาจจะสร้างกำไรมหาศาลในอนาคต”

ตรงนี้หลายคนอ่านแล้วอาจฟังเป็นเรื่องง่ายๆ ขำๆ ไม่มีอะไรมาก แค่เลื่อน SL มา BE เราก็ไม่ขาดทุนแล้ว จากนั้นก็ปล่อยให้ขามันโตไปเรื่อยๆ แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้คือ ส่วนใหญ่ บ่อยครั้ง ราคาจิ่งวิ่งกลับมาชน BE ทำให้เทรดเดอร์ไม่ได้อะไรเลย นอกจากความรู้สึกเสียใจ เสียดายมันเป็นความรู้สึกว่าได้กำไรไปแล้ว แต่ต้องมาโดน BE

ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องฝึกจิตใจและก้าวข้ามมันไปให้ได้ ถ้าอยากสำเร็จวิชา “กิ้งกือ”


Stacking

คือ  การสะสม “Leg” หรือ “ขากิ้งกือ” ของคุณ pipEASY นั้นเองครับ เป็นการยิง position เพิ่ม เมื่อเราเข้าถูกทาง แล้วเพิ่มการยิง position ขึ้นเรื่อยๆให้ได้ขาเยอะที่สุด 

โจทย์ของมัน คือ ถ้าเราเข้าไปถูกเทรนแล้ว ทำยังไงเราจะได้กำไรมากขึ้น จึงเป็นที่มาของการสะสมขากิ้งกือนั้นเอง ซึ่งเทรดเดอร์คนอื่นอาจจะใช้วิธีอื่นแต่คุณ pipEASY เลือกวิธีนี้ เพราะมัน Make sense สำหรับเขา

เขาบอกว่าการ Stacking เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ (ในการฝึกฝน และการทำงาน) มาก เพราะเมื่อเราโลภ ถูกด้านมืดเข้าครอบเงา เราจะ Stack position มากเกินไป พอมันวิ่งสวนกลับ เราจะเสียเงินเยอะ หรือไม่ก็พอร์ตแตก

ในทางตรงกันข้ามเมื่อเรากลัว เราก็จะไม่สามารถ stack position ได้หรือปิด position เร็วเกินไปก่อนที่ขามันจะโต แล้วสร้างกำไรให้เรามหาศาล กลายเป็นไม่สามารถทำกำไรได้ในที่สุด

แล้วจะ Stack เมื่อไหร่

1. เมื่อตลาดเกิดการวิ่งอย่างรุนแรง มี mass trader มาเข้าร่วมจำนวนมาก
เขาบอกว่าเราจะรู้ได้เอง เมื่อฝึกมากพอจนเข้าใจ Flow แล้ว
ส่วนตัวคุณ pipEASY จะดูจาก TF H4 ในคู่ EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY, GBP/JPY
โดยใช้ EMA ช่วยดู ซึ่งเขาบอกว่า มันจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่าตลาดมัน move
และนั้นแหละเป็นเวลาที่จะเริ่ม Stack position

2. เมื่อ “Probe” หรือ “ตัวสอดแนม” มันยังอยู่รอด
ก็จะ stacking ไปจนกว่าไม้ที่ stack ไม้ล่าสุด มันโดน Stop loss
จึงหยุด stack position

Probe หรือ ตัวสอดแนม คือ Position ที่จะยิงไปก่อน เพิ่อชิมลาง ดูทิศทางของตลาด ถ้า position นี้ตายก็รอดู Flow ของตลาดอีกทีถ้ารอด ค่อยพิจารณา Stacking position เพิ่ม

Probe เป็นเหมือนตัวสอดแนมที่จะเข้าไปดูแนวโน้มของข้าศึกก่อน ถ้าตัวสอดแนมมันรอด เราจะได้ข้อมูลของข้าศึกมา ทำให้เราได้เปรียบมากขึ้น เปรียบเสมือนเรายิง Position Sell ในจุดที่เราคิดว่ามันอ่อนแรง ในช่วงเทรนขาขึ้น
ถ้ามันหมดแรงจริง ราคาร่วงจริง position นั้นจะได้ระยะค่อนข้างไกล แล้วเราค่อยมาพิจารณา Stacking แต่ถ้ามันตายก็ตาย

เราจะเจ็บตัวน้อย แล้วก็รอดูตลาด Flow ของตลาดอีกที จากข้อ 2 ถ้าเรายิง Probe ไปแล้ว มันรอด ก็จะ Stacking position ไปเรื่อยๆ จนไม้ที่ stack ไม้ล่าสุด โดน stop loss เราก็จะหยุดการ Stacking

ถ้าเราถูกทาง แล้วมันวิ่งไปต่อยิ่งมีขากิ้งกือที่สะสมมากเท่าไหร่ เราก็จะได้กำไรมากขึ้นเท่านั้น ตรงจุดนี้มันทำให้เราโลภ Stack position มากไป พอมันวิ่งย้อนกลับมา พอร์ตแตกก็มี ก็ระวังกนด้วยนะครับ

เมื่อไหร่ที่เรา Stack position มากไป (Over stacking)

คุณ pipEASY  ให้ดูจาก position ที่ถืออยู่ทั้งหมด ถ้าราคาปรับลง หรือเหวี่ยงตัวไปในทิศทางตรงกันข้ามแค่ 40 pip แล้งพอร์ตกลายเป็นสีแดง แสดงว่ามัน over stack ไปแล้วนั้นแหละครับ ง่ายๆ

คุณ pipEASY จึงแนะนำคร่าวๆ สำหรับพวกชอบ Over trade คือ ให้ยิงสัปดาห์ละ 2-4 position/week พอ ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้น

เมื่อยิง Probe หรือ Position แรกไปแล้วมันรอด รอจนมันวิ่งไปซัก 100 pip ก่อนค่อยเริ่ม stack position ก็ยังทัน (ไม้แรกได้ BE แล้ว) การทำแบบนี้จะทำให้มีความเสี่ยงแค่ไม้แรกไม้เดียวเท่านั้น


ยังมีอีกหลายตอนก็ฝากติดตามกันด้วยนะครับ แชร์เก็บไว้อ่านทวนก็ได้

อ้างอิง
Forexfactory :  https://www.forexfactory.com/showthread.php?t=245149
PDF : https://www.forexfactory.com/showthread.php?t=245149&page=367

ผู้แปล : Husky Millipede Trader
เรียบเรียง : Meawbin