สิ่งที่ยากที่สุดในการลงทุน

สรุปย่อย แนวคิดจิตวิทยาการลงทุนจาก www.finnomena.comโดย : พฤษภา หลายคนคงเคยตั้งคำถามว่า อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในการลงทุน ทักษะ,เทคนิค,หรือการวิเคราะห์ข้อมูล บลาๆ สิ่งเหล่านั้นก็ยากในระดับ ที่สามารถ หาข้อมูลได้ แต่สิ่งที่ยากกว่านั้น คือ การบริหารจิตใจ สิ่งที่ยากที่สุดในการลงทุน...

5 หนทาง ที่คนเก่งมักใช้ “ทำลายตัวเอง”

เคยมั้ยครับ?? เวลาที่เรามองกลับไปในอดีต เจอเพื่อนเก่าๆ คุยกันเรื่องเก่าๆ เปรียบเทียบกับปัจจุบัน บางครั้งเราเคยสงสัยมั้ยครับว่า เพื่อนบางคนที่ตอนเด็กๆไม่เอาไหน ที่เราแอบนินทากันในกลุ่มเพื่อนฝูงกว่ามันไม่รอดแน่ๆ แต่มันกลับสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ส่วนเพื่อนบางคนคนที่เรียนเก่งๆ หรือเก่งในด้านอื่นๆมากๆ ฉลาดมากๆ  กลับกลายเป็นคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตเอาเสียเลย ไม่ได้หมายถึงความสำเร็จทางหน้าที่การงานเพียงอย่างเดียวนะ แต่รวมถึงพวกความสำเร็จในด้านของการใช้ชีวิตด้วย เป็นเรื่องที่ค่อนข้างหน้าแปลก น่าประหลาดใจ จนผมได้ไปเจอกับบทความหนึ่งที่เขาเขียนอธิบายเหตุผล(ในแง่มุมหนึ่ง)ว่าทำไมคนที่เก่ง คนที่ฉลาดมากๆ มักจะไม่ประสบความสำเร็จ   บทความนี้มีชื่อว่า “5 Ways Smart People...

อีก…นิด..เดียว…น่า…..

เรารู้กันดีว่าในการฝึกสุนัขให้ ทำตามคำสั่ง เราจะพบว่าหากเราให้รางวัลสุนัขทุกครั้งที่มันทำตามคำสั่งของเราได้ถูกต้อง สุนัขก็จะเรียนรู้ที่จะทำตามคำสั่งเราเพื่อแลกของกินเล็กน้อยตลอกเวลา แต่ถ้าเราฝึกแบบนี้ไม่นานนัก เมื่อมันไม่ได้สิ่งที่มันต้องการ(ขนม) สุนัขก็จะเริ่มทำไม่ทำตามคำสั่งเราอีกเลย และมันจะทำก็ต่อเมื่อมันมั้นใจว่าจะได้ขนมเท่านั้น (คนเลี้ยงสุนัขจะเข้าใจ) อย่างไรก็ตามถ้าเราลองปรับวิธีฝึกให้มัน "พิเศษ" ขึ้นมาอีกนิส. โดยการให้รางวัลแบบสุ่ม เช่น บางครั้งขอมือเราก็จะให้รางวัลเป็นลูปหัวบ้าง ขนมบ้าง ไม่ได้อะไรเลยบ้าง สลับกันไปเรื่อยๆ คุณจะพบว่า สุนัขจะเริ่มทำตามคำสั่งอย่างสม่ำเสมอ จนกว่ามันจะได้สิ่งที่มันต้องการจนพอใจ แม้บางครั้งมันก็ไม่รู้ว่าทำไปแล้วเราจะให้อะไรหรือเปล่า และไม่ทราบว่า... สิ่งที่ผมเล่ามานั้น มีใครรู้สึกคุ้นๆกันบ้างไหมน้อ.. ผมคิดว่ามันก็คงคล้ายกับอาการเสพติดการเทรดหุ้นของใครบางคนนั้นแหละครับ (เมื่อก่อนผมเองก็เคยเป็นเหมือนกัน) เป็นอาการของเทรดเดอร์ที่เสพติดการเทรด...

แง่คิดดีๆเรื่อง “สิ่งสวยงาม”

ความงดงามเป็นสิ่งจรรโลงโลกจริงอยู่ถ้ามองในแง่ดี เหรียญมีสองหน้า ความสวยงามย่อมมีทางกลับกัน กุหลายสวยมีหนาม สีสันของมันบดบังพิษสง ขุนศึกตายเพรานารีไปเท่าไหร่คำสอนจากโลกอดีตซึ่งเป็นอมตะ แม้วันนี้โลกเปลี่ยนไป เทคโนโลยีเดินทางมาไกลโข แต่ความงามซึ่งถูกใช้เป็นกลลวงยังคงอยู่คู่กับมนุษย์ มันมาในรูปแบบของ "ผลตอบแทนอันน่าพิสมัย" โฆษณาชวนเชื่อทำธุรกิจที่มีผลตอบแทนหลักล้านในเวลาอันรวดเร็ว สินค้าลวงหลอกใช้ความดูดีที่คนปรารถนามาหลอกล่อ ความสวยงาม ยังเป็นกลยุทธการตลาดที่ยังได้ผลเสมอ แม้แต่เราจะทำให้ใครสักคนหลงเชื่อ เราก็ต้องใช้อะไรสวยๆงามๆนั่นแหละเป็นตัวล่อ ไม่ว่าใครล้วนใช้แต่สิ่งสวยงามและดูดี นำเสนอต่อสายตาผู้อื่นเสมอ เพื่อปกปิดบางสิ่ง เว้นไว้ให้เพียงบางคนเท่านั้นรับรู้ "อะไรที่มันดูดี สวยงามเกินจริง เรายิ่งต้องพิจรณาให้มากนะครับ" เขียนโดย : เจ้าคุณ

ไม่มีทางที่ทุกคน “จะรวย” จากการเทรด

สมมุติ  เราสร้างห้องกว้างๆมาห้องหนึ่ง ที่มีคนอยู่ในห้องทั้งหมด 100 คน แต่ละคนมีเงินคนละ 10,000 บาท แล้วให้ทุกคนเล่นเกมส์ ชิงไหวพริบ กันไปเรื่อยๆภายในห้องนี้ เกมส์อะไรก็ได้ แบบไหนก็ได้ เท่าไรก็ได้ โดย ผู้แพ้จะต้องเสียเงินให้ผู้ชนะ และผู้ชนะจะได้เงินของผู้แพ้ (เหมือนการเทรด) แน่นนอน ทุกคนอยากให้เงิน 10,000 บาทของตัวเองงอกเงยขึ้น กลายเป็น แสน กลายเป็นล้าน คำถาม คือ...

คนเรามักติดภาพจำ

คนเรามักติดภาพจำที่ถูกสร้างขึ้น หรือสิ่งที่ตัวเองคุ้นเคยยกตัวอย่างง่ายๆ ไม่ว่าเราจะกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้ออะไร เราก็จะเรียกมันว่า "มาม่า" เพราะมันเป็นสินค้าที่ติดปากคนไทยมานาน มันเป็นความคุ้นเคย เช่นกัน เราดูภาพยนตร์สงคราม เราเห็นทหารฝั่งหนึ่งถือปืนM16 อีกฝั่งถืออาก้า แน่นอนเราต้องรู้ว่าทหารที่ถือ M16 เป็นฝ่ายตัวเอก และอีกฝั่งเป็นตัวโกง มันคือภาพจำที่ภาพยนตร์สร้างให้เราจำ (ผลพวงจากยุคสงครามเย็น) เรามักติดใจกับอะไรเดิมๆ จนบางครั้งเป็นการปิดกั้นโอกาสในการเริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่ ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ มีอะไรมากมายก่ายกองให้เราเลือกใช้จนเกินพอ มีอะไรมากมายให้เราเรียนรู้ ออกไปจากกรอบเดิมๆ แต่เชื่อว่าหลายคนยังติดกับสิ่งเดิมและเชื่อว่าดีที่สุด แม้ว่าไม่เคยลองไปเผชิญกับอะไรใหม่ๆเลย ลองวางภาพจำสักหน่อย แล้วไปลองอะไรใหม่ๆบ้าง อาจจะดีกว่าเดิม หรือเลวกว่าเดิม ก็สุดแท้แต่จะเลือก...

เวลาเป็น “ทุน” และ “เครื่องมือ”

การลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อให้บังเกิดผล แน่นอนว่าเราต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า “ทุน” ทุน ได้แก่อะไรบ้าง เงิน แรง บุคลากร และอื่นๆอีกมากมาย แต่เรากำลังมองข้ามทุนอีกอย่างคือ “เวลา” เราใช้เวลากับอะไรบ้างในแต่ละวัน เราใช้เวลากับสิ่งที่เราต้องการผลลัพธ์ไหม เราเรียกว่าการลงทุน ถ้าไม่ เท่าเรายังไม่ได้ใช้เวลาให้เป็นทุนเลย เพราะอะไร อธิบายง่ายๆ ถ้าเรามีเวลามาก ก็เท่ากับเรามีทุนมาก มีเวลาน้อย เท่ากับเรามีทุนน้อย เราใช้สิ่งที่เรียกว่า “เวลา” อันมีอยู่มากน้อยตามแต่ตัวคนไปเท่าไหร่ ไม่ต่างจากเงิน เราถึงต้องรู้จักบริหารการใช้เวลา ใช่ “ใช้เวลาให้เป็น” เพราะมันเป็นเครื่องมือด้วยเช่นกัน เวลาอันน้อยนิดก็สามารถสร้างผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่ได้ ถ้าใช้มันให้คุ้ม และใช้เป็น เวลาเหลือเฟือย่อมไร้ประโยชน์ถ้าคิดว่ามันมีมากพอจนเราไม่เร่งมือทำ มันจะช้า...

นิทาน “ข้อคิด จากชาวมองโกล”

ในดินแดนอันกว้างใหญ่ของทุ่งหญ้าเสต็ป ดินแดนมองโกเลีย ชาวมองโกลดำรงชีพแบบดั้งเดิมโดยเปลี่ยนแปลงไปไม่มากนักจากบรรพชน เป็นชนเร่ร่อน เลี้ยงสัตว์ไว้เป็นพาหนะและอาหาร โดยอาหารจานหลักยังเป็นเนื้อ ไม่มีการเพราะปลูก แตกต่างจากพวกเราที่เป็นสังคมเอง มีระบบเกษตรกรรม แน่นอนว่าระบบขับถ่ายของพวกเขาต้องมีปัญหาแน่ๆ หากกินแต่เนื้อทุกมื้อทุกวัน ทั้งอาจประสบพบเจอกับโรคขาดสารอาหาร วิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ทำไมเขายังดำรงชีพอยู่ได้อย่างยาวนาน แถมยังขยายดินแดนไล่ฟาดฟันชาวบ้านชาวเมืองไปครึ่งโลก ทุกอย่างมีคำตอบในวิถีชีวิตองชาวมองโกล วิตามินที่หาไม่ได้จากพืช แต่สัตว์เลี้ยงพวกเขากินพืชเป็นอาหาร จึงได้รับวิตามินเมื่อนำสัตว์มารับประทาน ต้องกินสด เลือดสด เพื่อให้ได้รับวิตามินเต็มที่ เนื่องจากความร้อนอาจทำลายวิตามิน แต่พวกเขาก็ยังมีกรรมวิธีปรุงสุกโดยการย่าง และต้มโดยใส่หินที่มีแร่ธาตุผสมอยู่ เพื่อเสริมแร่ธาตุในร่างกาย ส่วนระบบขับถ่าย มีเหล้านมม้าและนมบูด (เข้าใจว่าน่าจะคล้ายนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต) ซึ่งมีจุลินทรีย์ในการช่วยย่อยอย่างที่เราทราบกันดี แม้จะขาดบางสิ่ง ก็คิดอีกสิ่งขึ้นมาทดแทน สิ่งที่ขาดได้ "ไม่มีก็ต้องหา หาได้ต้องรีบต่อยอด" เกิดเป็นคนไม่ได้เกิดมาให้ท้อ ชีวิตต้องสู้ และดิ้นรน เขียนโดย :...

นิทาน “ดาบสองคม”

เป็นสำนวนไทย ความหมายว่า “มีทั้งประโยชน์และโทษ”หรือ “ทำร้ายได้ทั้งคนอื่น และทำร้ายทั้งตัวเอง”   มีที่มาของสำนวนนี้มาจากอาวุธดาบสองคมในยุคโบราณ ซึ่งเราไม่ค่อยพบเห็นอาวุธจำพวกดาบสองคมในพิพิธภัณฑ์อาวุธทางบ้านเราสักเท่าไหร่   ดาบสองคมในไทยเคยมีใช้มาก่อนไหม ตอบได้ว่า “มี” แต่อยู่ในฐานะ “เครื่องยศ” และ “เครื่องประกอบพิธีกรรม”เป็นส่วนใหญ่   เพราะอะไร   สองนึกภาพว่าเราถือดาบสองคมไปรบ แล้วถูกโล่ใหญ่เท่าประตูบ้านกระแทก ไอ้คมหลังนี่แหละที่จะเฉาะเข้าหน้าเรา หรือจวนตัวต้องประคมรับดาบแล้วเอาไม่อยู่ คมหลังเด้งเข้าหน้าเราอีก(เพราะมันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้หวดฟัน สับ ตัด และรับอยู่แล้ว)   จึงเป็นที่มาของสำนวน “ดาบสองคม” “ฟันเขาได้ ก็ฟันเราได้” ดาบสองคมถูกออกแบบมาให้ใช้กับวิชาของมัน มีวิธีใช้เฉพาะตัวอยู่   เพียงแต่ชนชาติในแถบนี้ไม่คุ้นเคยและฝึกฝนในวิชาดาบที่มีคมเดียวเป็นหลัก เมื่อนำดาบสองคมมาใช้ จึงเป็นภัย   เพราะความไม่เข้าใจในตัวตนของสิ่งนั้นอย่างถ่องแท้...

นิทานเรื่อง “ขึ้นดอย”

ยอดเขาอันสูงเสียดฟ้า เป็นจุดหมายปลายทางที่ท้าทายความฝันผู้คนให้ขึ้นไปพิชิต นักสำรวจกลุ่มหนึ่งต้องการเดินทางพิชิตยอดเขาซึ่งน้อยคนนักจะไปถึง . แผนที่ไม่ระบุเส้นทางขึ้นสู่ยอดเขา มีข้อมูลตามคำบอกเล่าจากชาวบ้านบริเวณนั้นประกอบ แต่เจ้ากรรมข้อมูลกลับบอกเส้นทางการขึ้นไม่ตรงกัน ข้อถกเถียงจึงเกิดขึ้นภายในกลุ่ม . แต่ละคนมีเหตุผลเป็นของตัวเอง ที่จะเลือกเส้นทางที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับการเดินทาง . เมื่อความเห็นต่างๆหาข้อสรุปไม่ได้ ทุกคนจึงมีมติว่า ให้แยกกันเดินตามทางที่ตนคาดว่าดีที่สุด ไม่ว่าใครขึ้นไปถึงก่อนให้ตั้งแคมป์รอสมาชิกเดินขึ้นไปจนครบ . แต่ละคนแยกย้ายกันไปตามทางที่ตนเชื่อมั่น บ้างเจอแนวลำน้ำไหลเชี่ยว บ้างเจอแนวแง่หินแหลมคม บ้างเจอทางเดินแคบเลียบหน้าผา บ้างพบเห็นทิวทัศน์สวยงาม บ้างพบสัตว์ป่า . ไม่ว่าจะพบอะไร ทุกเส้นทางย่อมมีความลำบากและอุปสรรคในตัวของมัน . สมาชิกใช้เวลาหลายวันหลายคืนกว่าจะถึงยอดเขา วันละคน สองคน จนถึงคนสุดท้าย ครบทีม . แต่ละคนต่างเล่าเรื่องประสบการณ์ที่ตัวเองพบระหว่างการเดินทาง . ท้ายที่สุด ไม่ว่าจะขึ้นเขาด้วยทางไหน ก็ต้องไปบรรจบกันที่ยอดเขา . ชีวิตคนเรามีทางเลือกเดินมากมายเพื่อไปสู่ฝั่งฝัน . แต่ท้ายที่สุด ถ้าเราไม่ย่อท้อ เราจะไปถึงความสำเร็จตามฝันเหมือนกันหมด ที่สำคัญ . ประสบการณ์ระหว่างทางไปนั้นคือเรื่องราวที่เราจำนำไปเล่าขานถึงคนรุ่นต่อไป . ร้อยเรียง เรียบเรียง และตกผลึกเป็นแนวทาง ให้เป็นบทสรุปต่อคนรุ่นต่อไป . ว่าเราควรเดินขึ้นเขาทางไหนที่รวดเร็วที่สุด เหนื่อยน้อยที่สุด เพื่อไปให้ถึงยอดเขา . เขียนโดย : "เจ้าคุณ"