ขยายพลังพอร์ตด้วยสินค้า Commodities

174

เวลาใครพูดถึงเทรดเดอร์ในตลาด Forex เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงแต่พวกค่าเงิน หรืออัตราแลกเปลี่ยนของประเทศต่างๆเท่านั้น แต่จริงๆแล้วพวกเราเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้เทรดกันแค่อัตราแลกเปลี่ยนเท่านั้น

มีสินค้าอีกหลายประเภทเลยที่เราเลือกเข้ามเทรดในพอร์ท หนึ่งในนั้นก็คือสินค้ากลุ่มที่เรียกว่า Commodities

มาสาระกันก่อนใครไม่ชอบข้ามไปนะ

สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) คือ สินค้าที่ตัวสินค้ามีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ไม่มีความแตกต่างกันในเชิงคุณภาพระหว่างสินค้า ไม่สำคัญว่าใครจะเป็นผู้ผลิตสินค้า เช่น น้ำมัน ข้าว ทองแดง ก๊าซธรรมชาติ น้ำตาล ยาง เป็นต้น ไม่ว่าเราจะซื้อสินค้าโภคภัณฑ์จากที่ไหนก็ตาม คุณสมบัติจะเหมือนๆกัน น้ำมันเติมปั๊มไหนรถก็วิ่งได้เหมือนกัน ข้าวซื้อที่ไหนก็เหมือนกัน น้ำตาลซื้อที่ไหนก็หวานเหมือนกัน

ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าได้ ราคาจะขึ้นอยู่กับอุปสงค์-อุปทาน (Demand – Supply) เป็นหลักไม่ว่าใครจะเป็นผู้ผลิตก็ตาม ก็จะต้องอิงกับราคากลางของโลก (อาจมีต่างกันบ้างตามภูมิภาคและคุณภาพของสินค้า)
ตรงจุดนี้เองเกิดเป็นช่องว่างให้นักเก็งกำไรสามารถเข้ามาซื้อขายแลกเปลี่ยนสัญญาที่อ้างอิงถึงสินค้าดังกล่าวได้

เราสามารถแบ่งประเภทของสินค้าโภคภัณฑ์ ได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่

1. Soft commodities  สินค้าโภคภัณฑ์ที่มนุษย์สามารถผลิตได้ ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าภาคการเกษตรกรรม เช่น ข้าว น้ำตาล เนื้อสัตว์ และ อาหารสัตว์ อาหารสัตว์ ถั่วเหลือง ยางพารา น้ำมันปาล์ม ฝ้าย ข้าวโพด มันสำปะหลัง กาแฟ เป็นต้น

2. Hard commodities  สินค้าโภคภัณฑ์ที่เกิดในธรรมชาติและต้องทำการขุดหาสกัดหรือขุดขึ้นมาเช่น น้ำมันดิบ ทองคำ สังกะสี แร่เงิน ทองแดง ถ่านหิน ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี เป็นต้น

ทำไม Commodities ถึงน่าเทรดกว่า  Currency

  1. Value Commodities ถูกกว่ามาก ทำให้ใช้ทุนน้อย ต่อให้วางเงินเต็มเลยก็ตาม (บางตัวก็แพงนะ)
  2. สินค้าบางตัวมีความน่าเชื่อถือ และความมั่นคงสูงกว่าอัตราแลกเปลี่ยนอีก เช่น ทองคำ น้ำมัน
  3. ราคาเคลื่อนไหวมากกว่า โอกาสทำกำไรได้เยอะกว่า เมื่อเทียบกับ Currency ที่เคลื่อนไหว 1 ปีไม่ถึง 10% แต่ Commodities อาจวิ่งขึ้นลงได้มากกว่า 100% ต่อปี

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นเราจึงขอยกกรณีราคาน้ำตาล SUGAR เป็นกรณีศึกษา ในช่วงปี 2016 ได้เกิด วิกฤติเอลนิโญ-ลานิญา ทำให้ผลผลิตอ้อย-น้ำตาลต่ำลง ประเทศที่เป็นผู้ผลิตใหญ่ทั้ง 3 ราย ไมว่าจะเป็น บราซิล อินเดีย ไทย ต่างเจอภัยธรรมชาติกันถ้วนหน้าทำให้ Supply ออกสู่ตลาดไม่เพียงพอราคาน้ำตาลจึงพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ จากจุดต่ำสุดคือ 10 เหรียญ ไปถึงจุดสูงสุดที่ 23 เหรียญ (เพิ่มขึ้น 140% ) ในเวลาไม่ถึง 1 ปี ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนอย่าง EUR/USD เหวี่ยงตัวเพีงแค่ 20% เท่านั้น

การเลือกสินค้า Commodities เข้ามาในพอร์ทเทรดนั้นสามารถสร้างกำไร หรือการเติบโตของพอร์ทได้อย่างแน่นอน ทำให้พอร์ตโตไวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ใช่ว่าจะมีแต่ ข้อดี ข้อเสียก็มี

  • เหวี่ยงตัวมาก ก็แปลว่ามีโอกาสขาดทุนมากเช่นกัน
  • Spread ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ค่อยเหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้น
  • มีค่าใช้จ่าย Rollover ด้วยเพราะเป็น CFD Future
  • Commodities มีรอบมีวัฏจักรการวิ่งของตัวมันเอง ต้องเข้าให้ถูกเวลา
  • อย่างทองคำ ไม่มีวันเจ๊งก็จริง แต่สินค้าประเภทอื่นๆ ก็ควรระวังด้วย
  • ถ้าคิดจะเทรดเอากำไร แต่ไม่วางแผน ไม่บริหารทรัพยากร ก็ไม่รอดเหมือนกันนะครับ
  • ไม่ได้มีให้เทรดทุกโบรกนะ

สำหรับคนที่อยากลองเทรด Commodities ดูบ้าง

ผมแนะนำลองใช้โบรก XTB ครับ เพราะว่ามีสินค้าให้เลือกเทรดเยอะมากเฉพาะ Commodity ก็มีประมาณ 21 ชนิดเห็นจะได้ ยังไม่รวมสินค้าประเภทอื่นที่ไม่ใช่ค่าเงิน

เรื่องความน่าเชื่อถือของโบรกก็หายห่วงได้เลยเพราะเป็นถึงโบรก Top 5 จากฝั่งยุโรปที่เพิ่งมาทำตลาดในโวนเอเชีย ฝาก ถอน ง่ายไม่มีปัญหา License ก็มีเกือบครบทุกประเทศ และผมก็ใช้งานอยู่ด้วย

เปิดบัญชีทดลองเทรด : http://go.xtbaffiliates.com/visit/?bta=38605&nci=9797
เปิดบัญชีเทรดจริง : http://go.xtbaffiliates.com/visit/?bta=38605&nci=7649
อ่านรีวิวโบรก : http://www.meawbininvestor.com/review-xtb-broker/

ทิ้งท้าย

และอย่าลืมนะครับว่า ส่วนสำคัญที่ทำให้อาชีพเทรดเดอร์นั้นอยู่รอด มีกำไรอย่างยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของการเก็งกำไร หรือสินค้าที่เลือกเทรดอย่างเดียว

สิ่งสำคัญคือการบริหารจัดการพอร์ตแบบองค์รวม เพราะฉะนั้น แบ่งสัดส่วน จัดพอร์ทการเทรดสินค้าแต่ละชนิดให้เหมาะกับตัวเองด้วยนะครับ

เพราะการเทรดคือชีวิต ชีวิตเรา เราก็ต้องวางแผนชีวิตของเราให้ดีๆนะ