เทรดยังไงดี ? ในตลาด All Time High

8007

ดัชนีตลาดหุ้นไทย ณ ตอนนี้ 1,830 จุด @ 02/02/18 เรียกได้ว่าบินขึ้นมาสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทยเลยก็ว่าได้  เมื่อดัชนีปรับตัวสูงขึ้น ก็แปลว่า หุ้นส่วนใหญ่ในตลาดได้ปรับตัวสูงขึ้นแล้วเหมือนกัน ช่วงที่ตลาดเป็นแบบนี้ เหมือนกำลังจะมีจุดเปลี่ยนอะไรบางอย่าง เราจะเห็นคนในตลาด คนใน Facebook เริ่มแบ่งแยกกันออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่

กลุ่มแรก จะบอกว่า มันแพงเกินไปแล้ว ไม่น่าซื้อ PE สูง Over Value ซื้อไม่ได้แล้ว เล่นยาก หรือ กลัวว่าตลาดจะดิ่งลงมาแบบถล่มทลายภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ หนักๆก็มี Shot สวนไปเลยก็มี แล้วตลาดก็เด้งใส่หน้าไม่รู้ตั้งกี่รอบต่อกี่รอบ

กลุ่มที่สอง จะออกแนวแมงเม่าโดดเข้ากองไฟ เมื่อราคามันขึ้น Break แนวต้าน Break กรอบ All Time High มันต้องขึ้นต่อ มีโอกาสไปสูง ไม่ขึ้นตอนนี้ เดี๋ยวตกรถเสียดายแย่ กลุ่มนี้ ถ้าขึ้นจริงก็ดีไป แต่ถ้าตลาดพังจริงๆ จะเป็นพวกที่เจ็บตัวหนักที่สุด ยิ่งใครไม่รู้จักการทำ Money Management ที่ดีอาจเจ็บหนักปางตาย

กลุ่มสุดท้าย ก็จะมาแนว ไม่รู้จะเชื่อใครดี คนนี้ก็ว่าขึ้น คนนั้นว่าลง ฟังเหตุผลทางซื้อก็ว่าจะซื้อ พอจะคีย์บนกระดาน เฟสเซียนออกมา Live ว่าไม่น่าซื้อ มัวแต่สับสน สุดท้ายไม่ได้เทรด ไม่ได้หุ้นสักตัว กลุ่มนี้จะดีหน่อย คืออย่างน้อยถ้าตลาดพังจริงก็ไม่ได้เจ็บตัว อย่างมากแค่ตกรถ

ลองนึกย้อนไปดูสิครับ คน 3 กลุ่มนี้มีให้เห็นอยู่ตลอด เช่นเมื่อไม่นานมานี้ ตอน SET 1200 ก็มีเซียนหลายท่านมาบอกว่า PE แพง ขึ้นไป 1400 ก็ว่าแพง ตอนนี้ 1800 บอกตลาดจะถล่ม อีกกลุ่ม ตอน 1600 มีคนยุให้ซื้อ บอกจะไปยาวแล้ว ทิ้งกลับลงไป 1200 ก็ตั้งหลายรอบ ส่วนพวกเราก็นั่งมองตาปริบๆ เพราะไม่กล้าขยับตัว ไม่รู้จะเอายังไงดี ไม่รู้จะเชื่อใครดี

ปัญหาพวกนี้จะหมดไป หรือมีน้อยลงมากหากคนนั้นรู้จักวางแผนวางกลยุทธ์ในการเทรดให้เป็นระบบระเบียบ มีการบริหารจัดการทรัพยากร มี Money Management ที่ดี เช่นการใช้เรื่องง่ายๆอย่าง 2% Rule ก็ได้ (สำหรับคนที่ไม่รู้จัก 2% Rule  คลิกhttps://goo.gl/SanRKD  อ่านก่อนนะครับ ) เพื่อมาคำนวณหา Position Sizing ในการเทรดที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเทรดช่วงไหนเวลาไหน ก็สามารถมั่นใจว่าเราจัดการกับความเสี่ยงไว้แล้ว เพราะไม่มีใครรู้หรอกว่า อนาคตจะเป็นอย่างไรจริงๆ

แต่ถ้าใครยังบอกว่า… ต่อให้ Money Management ด้วย 2% Rule แล้วก็ยังมีความรู้สึกกล้าๆกลัวๆอยู่อีก ผมแนะนำให้ลองเอาวิธีนี้ไปใช้ดูครับ เป็นการประยุกต์ใช้เรื่อง  2% Rule ให้ยืนหยุ่น แปรผันตามอัตราความเสี่ยงของตลาดหรือสินค้านั้นๆได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการใช้ระดับราคา ระดับความเสี่ยง และการจัดการ Position Sizing เหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมความรู้เรื่องของการอ่านแนวโน้ม การอ่านกราฟเข้าไปด้วย

ปล. (สำหรับคนที่ไม่รู้จักว่า 2% Rule คืออะไร  คลิก https://goo.gl/SanRKD  อ่านก่อนนะครับไม่งั้นจะอ่านต่อไม่รู้เรื่อง )

นั้นคือ ผมจะใช้วิธีมองกราฟย้อนหลังไปหลายปีหน่อยว่า ราคาตอนนี้อยู่ในระดับไหนเมื่อเที่ยบกับราคาในอดีต แล้วแบ่งราคาออกเป็นช่วง เป็น Zone เพื่อหาและกำหนดค่า %Risk ที่เหมาะสมสำหรับคำนวณ Position Sizing ในแต่ละ Zone สมมุติว่า เมื่อตอนที่ SET 1200 จุด ผมเทรดด้วยขนาดของ %Risk = 2% ตอนนี้ SET 1800 จุด ขึ้นมาสูงมากแล้ว ผมก็อาจจะปรับให้ %Risk = 1% ก็ได้เพื่อลดความเสี่ยงลง ในกรณีที่ตลาด พังจริงๆ เราก็จะเสียหายน้อยลง แต่ก็ไม่ได้เสียโอกาสในการเทรดด้วย ถือเป็นการเพิ่มความมั่นใจในการเทรดให้เราได้อย่างดีในสภาวะตลาดที่อะไรก็ดู Over Value ไปหมดแบบนี้

หรือ เมื่อ SET ปรับตัวลงไปที่ 1000 จุด – 800 จุดอีกครั้ง ใกล้จุดต่ำสุด เราก็สามารถเพิ่มขนาดของ %Risk ให้มากขึ้นเป็น 5% ก็ได้เพราะถือว่าตลาดมีความเสี่ยงน้อยลง ที่ตลาดจะปรับตัวลงได้อีกจากการอ้างอิงราคาย้อนหลัง เป็นการเพิ่มโอกาส และเป็นการเร่งการสร้างผลกำไรให้เราได้ด้วยเช่นกัน

จริงๆวิธีนี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลยครับ โดยเฉพาะคนที่ทำ Money Management เป็นประจำอยู่แล้ว เราเพียงแค่อย่าไปยึดติดกับภาพ กับตัววิชาให้มากเกินไป ตำราเขาบอก 2% เราก็ต้อง 2% อะไรแบบนั้น ต้องรู้จักการยืดหยุ่น ปรับ ประยุกต์ ใช้ให้เหมาะกับช่วงเวลาและความต้องการของเรา ความเสียงของเราที่รับได้ อาจจะใช้ 3% หรือ 1.5% ยังไงก็ได้ครับ

หัวใจของแนวคิดนี้คือการยืดหยุ่น ไม่ยึดติดกับภาพเดิมๆ ถ้าคุณรู้สึก คุณคิดว่ามันเสี่ยง คุณก็ปรับลดความเสี่ยงความต้องการลง ถ้าตอนไหนคุณคิดว่าคุณได้เปรียบ ก็เพิ่มความเสี่ยง ขึ้น เท่านั้นเอง แต่อย่าเสี่ยงมากเกินตัวเม่านั้นพอ

สุดท้ายอย่าลืมนะครับว่า…. ใคร… จะเก่งแค่ไหน ประสบการณ์ยาวนานมากแค่ไหน ก็ไม่มีใครที่จะสามารถ ทำนายตลาด ทำนายอนาคตได้ 100% จริง เพราะฉะนั้นอย่าไปพยายามเดาทิศทางตลาดให้เสียเวลาเลยครับ อย่าไปพยายามเอาชนะตลาดมากจนเกินไป แค่เรารู้จักควบคุมความเสี่ยง และประยุกต์ ปรับตัวเองให้มีความยืดหยุ่นพอกับทุกสถาณการณ์ ก็สามารถเป็น Trader ที่ประสบความสำเร็จได้แล้ว

“ถ้าคุณจะหนีจากสิงโต คุณไม่จำเป็นต้องวิ่งเร็วที่สุด
คุณแค่ต้องเริ่ม และวิ่งให้เร็วกว่าคนข้างๆคุณก็พอ”

——––
ติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับการลงทุนได้อีกที่เพจ Meawbin Investor นะครับ คลิ๊ก
———