How to Trading IN “Commodities Market”

123

Commodity Market คืออะไร

สินค้าโภคภัณฑ์ คือวัตถุดิบที่นำไปใช้ในทางการค้า ซึ่งสินค้าโภคภัณฑ์แต่ละชนิดนั้นมักจะเป็นพื้นฐานหรือวัตถุดิบของสินค้าหรือบริการที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น น้ำตาลและโกโก้นั้นถือเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นพื้นฐานหรือวัตถุดิบของช็อกโกแลตแท่งนั่นเอง

สามารถแบ่งง่ายๆ ได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. Hard Commodity คือ สินค้าจาก ธรรมชาติ ได้แก่
  • ทองคำ (Gold)
  • น้ำมันดิบ (WTI and Brent)
  • ก๊าซธรรมชาติ (NATGAS)
  • และอื่นๆ
2. Soft Commodity คือ สินค้าที่เกิดจาก การผลิตของมนุษย์ ได้แก่
  • ยางพารา
  • น้ำตาล
  • ข้าวโพด
  • ข้าวสาลี
  • และผลผลิตทางการเกษตรต่างๆ

ประโยชน์ของ Commodity Market

  • ทำ Portfolio Structure
  • ซื้อขาย เก็งกำไร
  • ล๊อคราคาสำหรับภาคการเกษตร

ทำไมตลาด Commodity ถึงน่าสนใจ

  1. เป็นสินค้า ต้นทาง – เราจะพบว่าเวลาเราเทรดค่าเงิน หรือ สินค้าอื่นๆ เช่น CAD เรานิยมมาดูราคาน้ำมันประกอบด้วยในการพิจรณาการเทรด แต่จะดีกว่าหรือไม่หากเราเทรดน้ำมันเลย
  2. สภาวะตลาด ที่เป็นเทรน – ลองสังเกตุดู สินค้าโภคภัณฑ์ จะมีนิสัยการวิ่งของราคาที่เป็นเทรนยาวๆมากกว่าการเหวี่ยงตัวเป็น Sideway เหมาะกับการเทรดที่เน้นรอบใหญ่ รอบยาว และทำกำไรระยะยาวได้ง่ายกว่า
  3. ต้นทุนสินค้า ถูกกว่า – ข้อนี้เชื่อว่าหลายคนไม่เคยรู้โดยเฉพาะมือใหม่ที่กดอย่างเดียวไม่เคยคำนวณต้นทุนสินค้าที่แท้จริง เราจะพบว่า มันใช้ต้นทุนต่อการเทรดน้อยกว่าอัตตราแลกเปลี่ยนถึง 3 เท่าเป็นอย่างน้อย
  4. การเปลี่ยนแปลงของราคา – นอกจากราคาจะเป็นเทรนมากกว่าแล้ว การเปลี่ยนแปลงของราคายังสูงกว่ามากเมื่อเทียบกับสินค้าอย่างอัตตราแลกเปลี่ยน เช่น น้ำมัน สามารถเหวี่ยงตัวจาด 20 > 30 ได้ภายใน 1 อาทิตย์ (up 50%) ซึ่งหมายถึงโอกาสในการทำกำไรที่มากกว่าด้วย
ภาพเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงราคาของ (SUGAR) กับ (GBPUSD) กับโอกาสทำกำไรที่มากกว่าหลายเท่า

จะเทรด Commodities ต้องรู้อะไรบ้าง

 
  • Commodities Market เข้าใจลาด
  • Product รู้จักสินค้าที่เทรด
  • Contract Type ประเภทสัญญา มีหลายประเภท
  • Time and Expired date สัญยาบางประเภทมีช่วงเวลาเทรด และวันหยุดอายุ
  • Risk Control การหามูลค่าของสัญญาแต่ละประเภท ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน
  • Rollover คือ วิธีการต่อสัญญาที่หมดอายุ ซึ่งจะมีขั้นตอนที่ได้เปรียบและเสีบเปรียบ
ในบทความนี้เราจะมาคุยกันเฉพาะส่วนที่ผมมองว่าสำคัญก่อนเท่านั้นนะครับ บางเรื่องง่ายๆก็จะข้ามไป (น่าจะเข้าใจได้เอง) ส่วนใครอยากเข้าใจละเอียดก็เจอกันในคอร์สนะครับ

Contract Type ประเภทสัญญา มี 2 แบบใหญ่ๆ

1. สัญญาแบบ Spot
     คือ สัญญาที่อ้างอิงจากราคา “ซื้อขายทันที” ของสินค้าที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว ณ ช่วงเวลาปัจจุบันเป็น “การจ่ายและรับมอบทันที” นิยามให้สั้นๆว่า ซื้อสด งดเชื่อ เบื่อทวง จ่ายตังจบ รับของ กลับบบ้านได้ อะไรประมาณนี้
ข้อดี ข้อเสีย (ในการเทรด)
  • ไม่มีวันหมดอายุ
  • เทรดง่ายกว่าไม่ต้องบริหาร
  • ซื้อขายจบในทันที
  • มีค่า Swap ( + – )
2. สัญญาแบบ Future
     คือ สัญญ่ซื้อขายล่วงหน้า ที่กำหนด ส่งผมบ ตามวันเวลาที่กำหนด (ล่วงหน้า) จึงไม่ใช่ราคา ณ ปัจจุบัน แต่เป็นราคา คาดการณ์ของอนาคต ที่ทำสัญญาจบเป็นรอบๆไป ซึ่งสัญญาแบบ Future ที่มีให้บริการเทรดผ่านโบรกเกอร์ มี 2 แบบ
 
2.1 แบบ Series คือ แบ่งแยกชัดเจน ว่าสัญญา ราคา ของเดือนไหน หมดอายุวันไหน ส่งมอบเมื่อไร เมื่อหมดอายุสัญญาแล้วจะถูกบังคับปิดสัญญา หรือส่งมอบทันที
ในกรณีที่ต้องการต่ออายุสัญญา ผู้เทรดจำเป็นจะต้องไปเปิดสัญญาในเดือนถัดไป หรือสัญญาที่ยังไม่หมดอายุด้วยตัวเอง ซึ่งมีข้อดีคือเราสามารถเลือกได้เอง ว่าจะต่ออายุสัญญาหรือไม่ ในกรณีที่ราคาเปลี่ยนแปลงไปมากเกิน (อาจไม่คุ้ม ถ้าจะต่อ)
 
2.2 แบบ Auto-Rollover คือ โบรกจะทำการต่ออายุสัญญาให้เราอัตโนมัติ ทันทีโดยอ้างอิงจากราคาต้นทุนเดิม (ราคาแรกที่เปิด) เพื่อให้ง่ายต่อการเทรดของลูกค้า
แต่ค่าใช้จ่ายที่เปิดจากส่วนต่างที่เกิดขึ้นจากการ Rollover จะถูกนำมาหักจากบัญชีโดยอัตโนมัตืเช่นกัน
* การต่ออายุสัญญาเราจะเรียกว่าการทำ Rollover นะครับ

ปัญหาเกิดเมื่อมีการ Rollover

Rollover คือ การต่ออายุสัญญา Future ซึ่งมักจะมีปัญหาอยู่บ่อยครั้งกับเทรดเดอร์เพราะสัญญาใน Series ต่างๆนั้นมีราคาไม่เท่ากัน ทำให้เกิดช่องว่าของราคาที่เป็นต่าใช้จ่ายส่วนเกินขึ้นมานั้นเอง
ตัวอย่างเช่น เราเปิดสัญญา Buy Future 1 สัญญา ที่ราคา 5 บาท ซึ่งกำลังจะหมดอายุลงวันสุดท้ายที่ราคา 5 บาท แต่ราคาของสัญญาใน Series ถัดไปอยู่ที่ 10 บาท จะทำให้เราต้องใช้เงินเพิ่มอีก 5 บาท (ขาดทุน 5 บาท)
ซึ่งหารเราเข้าใจตรงนี้ และมีประสบการณ์เทรดที่มากพอ เราจะสามารถบริหารจัดการให้กลับมาเป็นกำไร หรือ ทำให้เกิดความเสียหาย หรือ ขาดทุนน้อยที่สุดได้ ตามแต่ละช่วงเวลา และตัวสินค้าโดยมีไอเดียดังนี้ (เป็นตัวอย่าง)
  1. ไปเทรดสัญญาแบบ Spot
  2. ปิดสัญญา ทั้งหมดก่อน แล้วเปิดใหม่ (เหมาะกับกริด เพราะต้องลด Size เป็นระบบ)
  3. ถ้าสัญญาเป็น + ก็ไม่ต้องทำอะไร
  4. สังเกตุ ราคา Future จากแหล่งอื่น เพื่อวางแผน
  5. เปิดสัญญาฝั่งตรงข้ามในขนาดที่เท่ากัน แล้วเลือกปิดในราคาที่ต้องการ
  6. ย้ายสัญญาไป สินค้าที่ใกล้เคียงกัน (WTI > Brent) ถ้าเป็นตัวอื่นๆ ต้องทำการบ้านก่อน
  7. ย้ายสัญญาไป โบรกอื่น ชั่วคราว (โบรกที่ ราคาใกล้เคียง หรือ ดีกว่า)
  8. ย้ายสัญญาไป Spot ชั่วคราว บางโบรกมีทั้งคู่
Key : แค่ปิด แล้ว เปิดใหม่ นั้นแหละ แต่ต้องคิดเพิ่มว่าจะได้เปรียบ หรือ เสียเปรียบ

ส่งท้าย

การเทรดในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ก็เหมือนการเทรดทั่วไป หรือสินค้าทุกอย่าง ซึ่งเราต้องทำ และต้องเข้าใจทุกอย่างที่ผมอธิบายไปอยู่แล้ว โดยเฉพาะในเรื่องของความเข้าใจตัวสินค้าประเภทสัญญา และ เรื่องของการควบคุมความเสี่ยง
 
แต่เราอาจจะเคยชินกับการเทรดที่ไม่สมบูรณ์แบบกับสินค้าบางประเภท เช่น อัตตราแลกเปลี่ยนที่คนส่วนใหญ่แทบไม่เคยคำนึงถึง มูลค่าที่แท้จริง หรือวันหมดอายุของสัญญาเลย (จริงๆมันมีนะ)
ก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์จากเพื่อนๆไม่มากก็น้อย หวังว่าจะเป็นอีกแนวทาง เป็นอีกตัวเลือกให้เพื่อนๆลองศึกษา และลองเทรดกันดูนะครับ
 
ส่วนใครที่อยากศึกษาเรื่องการเทรดในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์แบบจริงจัง หรือละเอียดมากกว่านี้ก็สามารถเข้ามาเป็นสมาชิกของ Meawbin Investor ได้นะครับ เรามีคอร์หลัก และคอร์สย่อยสลับเปลี่ยน หมุนเวียนให้สมาชิกเรื่อยๆนะครับ
 
สนใจคอร์สเรียน อ่านรายละเอียดได้ที่ : http://www.meawbininvestor.com/course-all-i-know-about-forex/

สำหรับสมาชิกทุกท่าน เดี๋ยวเราไปคุยกันต่อแบบละเอียดใน
วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน เวลา 10.00-12.00
เจอกันใน Private Group นะครับ