Position sizing Part 3 : Fixed Ratio

294

บทความนี้เรามาต่อเรื่อง Position Sizing แบบที่ 2  “Fixed Ratio model”

Fixed Ratio model

ถูกคิดค้นโดยคุณ Ryan Jones ผู้เขียนในหนังสือ “The Trading Game”
คุณ Ryan Jones
สามารถเทรดจากเงิน 15,000$ —> 107,000$ ได้ในระยะเวลา 90 วัน โดยใช้หลักการบริการหน้าตักแบบ Fixed Ratio model นี้เอง

ซึ่งเราจะมาดูกันว่าไอ้เจ้า Fixed Ratio model มันใช้งานอย่างไร และมีข้อดี ข้อเสีย แบบไหนกันบ้าง
(https://www.amazon.com/Trading-Game-Playing-Numbers-Millions/dp/0471316989)

Fixed Ratio คือ การใช้ money management เพื่อกำหนดว่า เราจะเพิ่มหรือลด position size ตอนไหนบ้าง

ซึ่งจะมีการ สร้าง กำหนด หรือ Fix ค่าหนึ่งขึ้นมาเรียกว่า “Delta”
เพื่อที่จะเป็นตัวบอกว่า จะต้องเพิ่ม Position size ได้เมื่อไหร่

ยกตัวอย่างเช่น

Port 10,000 $ กำหนด Delta เท่ากับ 1,000 pip
เราเทรดทีละ 0.1 lot จนได้กำไรมา1,000 pip = กำไร 1,000$
Port = 10,000 + 1,000 = 11,000$ เราจะใช้ lot เพิ่มขึ้นเป็น 0.2 lot

เมื่อเทรดทีละ 0.2 lot ได้กำไร 1000 pip = กำไร 2000$
Port = 11,000+2,000 = 13,000$ เราจะใช้lot เพิ่มขึ้นเป็น 0.3 lot

เมื่อเทรดทีละ 0.3 lot ได้กำไร 1000 pip =กำไร 3000$
Port = 13,000+3,000 = 16,000$ เราจะใช้lotเพิ่มขึ้นเป็น0.4lot

เมื่อเทรดทีละ 0.4 lot ได้กำไร 1000 pip =กำไร 4000$
Port = 16,000+4,000 = 20,000$ เราจะใช้lotเพิ่มขึ้นเป็น0.5lot

ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ตามรูป

หรือเราจะกำหนด Delta เป็น $ แล้วใช้ %risk per trade ก็ได้
เช่น Port 10,000$ , Risk per trade 1%,Delta 1000$ ,RRR 1:1


ตัวแปรที่มีผลต่อ Fixed ratio model คือค่า Delta และ การเลื่อน Step ของ Risk per trade ในแต่ละครั้ง
ถ้าเรากำหนดDeltaสูง พอร์ตจะโตช้ากว่าแบบDeltaต่ำ แต่ความเสี่ยงจะน้อยกว่า

ถ้าเปลี่ยนDeltaเป็น 2,000$ เทรด100ครั้ง จะได้พอร์ตจะได้ 40,000$
เมื่อเทียบกับDelta 1,000$ เทรด 100ครั้ง จะได้พอร์ต 65,000$



ซึ่งค่า Delta จะกำหนดจากอะไร ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แล้วแต่เราจะออกแบบ
อาจจะเอาแบบง่ายๆคือใช้ Draw down ของระบบมาใช้เป็น Delta ก็ได้
เช่น ระบบมี Draw down 10% Port 10,000$ เราจึงกำหนด Delta ที่ 1,000$

ส่วนเรื่องการปรับ Step ของ Risk per trade ในแต่ละขั้น
เราจะใช้ขั้นละ 0.5% เช่น 1%–>1.5%–>2%–>2.5% ก็ได้
ซึ่งแล้วแต่เรารับความเสี่ยงได้และต้องการให้พอร์ตโตเร็วแค่ไหน

Fixed Ratio มีข้อดี ข้อเสียยังไงบ้าง

ข้อดีคือ เวลาเทรดขาดทุนใน level เดียวกัน จะ Recovery พอร์ตได้ดีกว่า
เพราะจังหวะที่ได้กำไรกับขาดทุนเท่ากัน
ซึ่งจะต่างจาก Fixed fractional ที่เกิด Risk distortion

 สมมติ Scenario เดิม Port 10,000$ ,1% risk per trade , Delta 1000$, RRR 1:1
เทรดได้กำไร 100$ เวลาเสียก็เสีย 100$



แต่จังหวะที่เปลี่ยนLevel ถ้าเทรดเสียก็จะทำให้เสียมากกว่าที่ได้กำไรมาจากไม้ก่อนได้


ซึ่งไม้ที่ 11 จะเสีย 200$ แต่ไม้ที่ 10 ได้ กำไรมา 100$
ทำให้จังหวะเปลี่ยน Level แล้วแพ้จะเกิด Risk Distortion ได้

คราวนี้ประเด็นของมันคือ ระหว่าง Fix fractional , Fix ration ,Fix dollar แบบไหนดีกว่ากัน
ผมจะลอง Scenario ที่คล้ายๆความจริงมากขึ้นเพื่อให้เห็นภาพชัดๆทั้ง 3 แบบ

สมมติมี Trading System1 RRR 1:1 Win rate 60%
Port 10,000$, เริ่มที่ 1% Risk/trade ,Delta 1000$ และ Step ละ 1%(ในกรณีFixed ratio)
เทรดทั้งหมด 100 ไม้
ทั้ง 3 แบบ เทรดแบบเดียวกัน จะเห็นว่า Fixed Ratio ได้กำไรมากกว่าแบบอื่นๆ

สมมติมี Trading System2 RRR 1:1 Win rate 60%
Port 10,000$, เริ่มที่ 2% Risk/trade ,Delta 1000$ และ Step ละ 2% (ในกรณีFixed ratio)
เทรดทั้งหมด 100ไม้
จะเห็นว่าที่ 2% risk per trade ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้
Fixed Ratio ก็ยังได้เยอะกว่า

สมมติมี Trading System3 RRR 1:1 Win rate 60%
Port 10,000$, เริ่มที่ 5% Risk/trade ,Delta 1000$ และ Step ละ 5% (ในกรณีFixed ratio)
เทรดทั้งหมด 100 ไม้
Fixed Ratio ได้กำไรเยอะมาก คราวนี้มาดูกันต่อ

สมมติมี Trading System4 RRR 1:1 Win rate 60%
Port 10,000$, เริ่มที่ 10% Risk/trade ,Delta 1000$ และ Step ละ 10%(ในกรณีFixed ratio)
เทรดทั้งหมด 100 ไม้
จะเห็นว่า Fixed fractional ทำงานได้ดีกว่า
Fixed Ratio พอร์ตไม่ไปไหนเลย

คำถามคือเกิดอะไรขึ้น
ใน System เดียวกัน money management ต่างกัน ทำให้เราทำกำไรได้ต่างกัน
ซึ่งจากตัวอย่างก่อนๆที่ Fixed ratio ทำงานมาได้ดีตลอดที่ Risk per trade 1%,2%,5%
แต่ที่ 10% กลับทำงานได้ไม่ดี ทั้งๆที่เป็นระบบเดียวกัน

สาเหตุเพราะ risk ที่เพิ่มขึ้น กับ Delta มันไม่ไปด้วยกัน
เราเพิ่ม Risk per trade มากไป แต่กำหนด delta ไว้ที่ 1,000$ เท่าเดิม
ทำให้ทุกครั้งที่เปลี่ยน Level เร็วเกินไป จะมีการเพิ่ม Position size ที่มากเกินไป
จนทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Over trade” จึงทำให้พอร์ตไม่โต

 แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่า เรา Over trade ไปแล้ว
แต่ละไม้เราควรใช้ Risk per trade เท่าไหร่
และ Risk per trade ที่เหมาะสมของระบบเราควรเป็นเท่าไหร่
ติดตามได้ใน Position sizing Part 4 : Kelly Criterion 

ขอบคุณครับ
Husky