Rebalancing Portfolio – ปรับสมดุลพอร์ต ลดต้นทุน สร้างความได้เปรียบ

2392

บทความนี้ตั้งใจจะมาสรุปเนื้อหาเรื่องการ Rebalancing จากพี่ต้านแห่ง Mudley Group ไว้อ่านเอง และแบ่งปันให้เพื่อนๆ ที่เทรดอยู่ด้วยกันกับ Meawbin นะครับ ใครเพิ่งเข้ามาอาจจะ งง นิดหน่อยต้องขออภัย

แต่เป็นความรู้ ความเข้าใจ ที่สามารถนำไปใช้เทรดจริง หรือ บริหารพอร์ทได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก โดยเฉพาะท่านที่สนใจเรื่องของการควบคุมความเสี่ยงที่ดี และการเทรดให้เป็นธุรกิจ

แต่ก่อนจะไปเรื่อง Rebalancing ของพี่ต้าน Mudley เรามาทำความรู้จักกับการทำ Rebalancing ในมุมมองอื่นๆทั่วไปกันก่อนเพื่อให้เกิดความง่ายในการทำความเข้าใจต่อไป

Basic Rebalancing

คือ การปรับสมดุลของน้ำหนักการลงทุน หรือ มูลค่าของ Asset ที่เราถือครอง ให้กลับมาอยู่ในสัดส่วนเท่าเดิม หรือ เท่ากับแผนการลงทุนเดิมตั้งต้นของเรา ในบางที่จะเรียกแบบเต็มๆว่า “Portfolio Rebalancing” ซึ่งเราจะมาทำความเข้าใจกับคอนเส็ปตรงนี้กันก่อน

ยกตัวอย่างเช่น

นักลงทุน มีความตั้งใจว่า จะถือ Asset 2 ตัวในอัตราส่วนเท่ากันที่ Asset AA = 50,000 และ Asset BB = 50,000 รวมเป็นเงินทุน 100,000 บาท 

เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี ราคาของ Asset มีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้มูลค่าการถือครอง Asset แต่ละตัวเปลี่ยนไปด้วย เช่น 

Asset AA ปรับตัวขึ้น 50% = 75,000 บาท (57.7%)
Asset BB ปรับตัวขึ้น 10% = 55,000 บาท (42.3%)
Portfolio Value  = 75,000 + 55,000 = 130,000 (100%)

Portfolio Rebalancing คือการทำให้มูลค่าของ Asset ที่เราถือครอง ให้กลับมาอยู่ในสัดส่วนเท่าเดิมคือ 50-50% เท่ากัน โดยเราสามารถทำได้หลายวิธีเช่น

1. ขาย Asset AA ไปซื้อ Asset BB 

จากเคสข้างบนที่ยกตัวอย่าง มูลค่าพอร์ทโดยรวมของเรามีมูลค่าอยู่ที่ 130,000 บาท ถ้าเราต้องการทำให้มันเท่ากันที่อัตราส่วน 50/50% เราต้อง Rebalancing ให้ทั้งสอง Asset มีมูลค่าเท่ากับ 65,000 บาท

Asset AA มูลค่า 75,000 บาท “ขาย” 10,000 บาท เหลือมูลค่า 65,000 บาท

Asset BB มูลค่า 55,000 บาท “ซื้อ”   10,000 บาท เหลือมูลค่า 65,000 บาท

(เอาเงินที่ได้ จากการขาย Asset AA นั้นแหละ)

2. ใช้เงินสดที่เตรียมไว้เพื่อทำ Rebalancing

ตรงนี้ก็ ชัดเจนตรงตัวเนอะ ว่าเราสามารถที่จะเติมเงิน หรือสำรองเงินไว้ล่วงหน้าได้ เพื่อทำให้อัตตราส่วนของ Asset ทั้งสองกลับมามีมูลค่าเท่ากัน 

ใช้วิธีไหนก็ได้ ไม่มีผิดถูก เพราะมันมีข้อจำกัด และข้อดี ที่แตกต่างกัน โดยการเติมเงิน หรือใช้เงินสดนั้น จะทำได้ดีกว่า และง่ายกว่าในกรณีที่ตลาดเป็นขาลง


ประโยชน์ของการทำ Rebalancing

ขอยกเป็นเคสตัวอย่างจากการทดลองทางสถิติที่กองทุนชื่อดังอย่าง Vanguard Funds ได้ทำการทดลองเป็นตัวอย่างเอาไว้ 

การทดลองนี้ใช้ข้อมูลตั้งแต่ปี 1926 จนถึงปี 2014 เปรียบเทียบระหว่าง พอร์ตการลงทุนที่ Rebalancing ทุกๆปี และพอร์ตที่ไม่มีการ Rebalancing เลย โดยเริ่มต้นพอร์ตการลงทุนที่ 50% หุ้น และ 50% ตราสารหนี้เท่ากัน (ใช้ Global Equity และ Global Bond)

จะเห็นว่า มีบางช่วงที่พอร์ตที่ไม่มีการ Rebalancing เลยมีน้ำหนักสูงถึง 97% ของพอร์ตโดยรวม ในขณะที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับ พอร์ตการลงทุนที่ Rebalancing ทุกๆปี คือ 8.9%ต่อปี และ 8.1% ตามลำดับ

ที่น่าสนใจคือบรรทัดสุดท้ายของตาราง นั่นคือ ความเสี่ยงในแต่ละปี พอร์ตการลงทุนที่ Rebalancing ทุกๆปี มีความผันผวนอยู่ที่ 9.9% และพอร์ตที่ไม่มีการ Rebalancing มีความผันผวนที่ 13.2% ซึ่งถือว่า ต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญทีเดียว

ดังนั้น ผมขอสรุปว่า ประโยชน์ของการทำ Rebalancing ที่ดี เราทำเพื่อปกป้องความเสี่ยง หรือ พยายามลดความเสี่ยง ที่อาจเกิดขึ้นกับพอร์ทของเราในระยะยาว

ลองคิดดู(จากภาพข้างบน) ถ้าเราไม่ทำการ Rebalancing แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นกับ Stock ก็จะทำให้พอร์ทเราติดลบมหาศาลได้

* ย้ำว่า ไม่ได้ใช้ในการทำกำไร ก็เลยไม่แปลกที่ไม่มีใครสนใจ 555+


Rebalancing ควรทำเมื่อไร

อีกประเด็นที่น่าสนใจก็ตงเป็นเรื่องของ ความถี่ในการทำ Rebalancing นี้แหละครับที่เป็นประเด็น และความสงสัย โดยเฉพาะคนที่ชอบความสมบูรณ์แบบ

โดยส่วนใหญ่การกำหนดระยะเวลาทำ  Rebalancing  แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบด้วยกัน  นั่นคือ

  • ปรับตามความถี่ หรือระยะเวลา เมื่อถึงกำหนดก็จะทำการปรับสัดส่วน เช่น ทุกเดือน ทุกไตรมาส หรือ ทุกปี เป็นต้น
  • ปรับตามการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนการลงทุน โดยจะปรับเมื่อสินทรัพย์ที่อยู่ในพอร์ตเปลี่ยนแปลงไปเกินจากที่กำหนด เช่น หุ้นที่ถือราคาสูงขึ้น หรือ ต่ำลงทุก 10% จะต้องมีการปรับสัดส่วนการลงทุน

ทั้งนี้สามารถนำ 2 วิธีนี้มาประยุกต์ใช้ร่วมกันได้ เช่น กำหนดโดยใช้ช่วงเวลาเป็นหลัก  แต่หากระหว่างทางก่อนถึงเวลาที่กำหนดไว้ เกิดมีสัดส่วนการลงทุนในพอร์ตเปลี่ยนแปลงไปจากที่ได้วางแผนไว้ จะสามารถทำการปรับก่อนถึงกำหนดได้เช่นกัน

ทีนี้ผมขอยกตัวอย่างจากเปเปอร์ของ Vanguard Funds ที่ได้ทำการทดลองเอาไว้ให้เราดูแล้วเหมือนเดิม ซึ่งเป็นการทดลองทั้ง 2 รูปแบบพร้อมกันเลย คือปรับตามช่วงเวลา ทุกเดือน ทุกไตรมาส ทุกปี  และ เปอร์เซ็นพอร์ทที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย (ตามตาราง)

https://www.vanguard.com/pdf/ISGPORE.pdf

จากผลการทดสอบข้างต้นนี้ เราจะเห็นได้ว่า ทุกปัยจัย นั้นส่งผลกับการเปลี่ยนแปลงของผลกำไร และความเสี่ยงทั้งสิ้น และดูเหมือนว่าการทำบ่อยๆ หรือถี่จนเกินไปอาจไม่ใช่เรื่องที่ดีด้วย แต่ไม่ว่าจะ Rebalancing ยังไงด้านความเสี่ยงของพอร์ทโดยรวมก็ยังดีกว่าไม่ทำเลยนะครับ 


Mudley Rebalancing 

หลังจากที่เราไปทำการบ้านปูความเข้าใจเรื่องการทำ Rebalancing กันมาแล้ว(ซึ่งไม่รู้ว่าตรงคอนเส็ปหรือเปล่าด้วย 555+) เพื่อให้ภาพของการทำ และการทำความเข้าใจเรื่องที่พี่ต้านแนะนำได้ง่ายขึ้น เราก็จะมาสรุปเรื่อง Rebalancing  ต่อกันในมุมมอง และวิธีการแบบพี่ต้านกันบ้าง

ปล. อยากให้แยก ประเด็น มุมมองออกจากกันนะครับ ไม่มีผิดถูกเราเอามุมมองมาปรับใช้ได้ เพราะฟังแล้ว ไม่เหมือนกัน ในหลายประเด็น

ปล.2 สรุปตามความเข้าใจ ไม่ใช่ลอกทุกคำ อาจผิดพลาดบ้าง ขออภัย

มุมมองการทำ Rebalancing 

ในทุนนิยมเราใช้ “เงินสด” เป็นตัวกลางในการเปลี่ยนถ่าย Asset หรือ ถือครอง Asset ต่างๆบนโลกนี้ โดยที่ Asset ปรกตินั้นจะมีมูลค่าเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาไม่คงที่ ตรงนี้จึงมองว่าเป็นช่องว่างแบบหนึ่งของทุนนิยที่เราสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้

การทำ Rebalancing คือการเปลี่ยนถ่ายไปมาระหว่าง “เงินสด” (ต่อไปจะใช้คำว่า Cash) กับ Asset จากช่องว่าของทุนนิยมเรื่องการเปลี่ยนแปลงของมูลค่า Asset โดยเมื่อ Asset มีมูลค่าต่ำลง ก็จะทำให้ Cash เรามีมูลค่าสูงขึ้นเมื่อเทียบกันกับ Asset ที่เราสนใจ หรืออีกนัยหนึ่งแปลว่า เราสามารถใช้ Cash ที่เรามีเปลี่ยนเป็น Asset ที่เราต้องการได้จำนวนมากขึ้นนั้นเอง

และในทางตรงกันข้ามเมื่อ Asset มีมูลค่ามากขึ้น Cash ในมือเราก็จะมีมูลค่าลดลง หากเราขาย Asset หนึ่งไปเราก็จะได้รับ Cash ที่มากขึ้น 

ขั้นตอนการทำ Rebalancing Basic

1. Mark มูลค่า Asset ที่เราต้องการก่อนว่า เราจะคงมูลค่าไว้ที่เท่าไร เช่น 10,000 USD
2. เตรียม Cash ไว้ให้มากกว่ามูลค่า Asset ที่เราต้องการ แนะนำให้มากกว่า 2 เท่า (ยกตัวอย่าง 20,000 USD)
3. ซื้อ Asset ที่เราต้องการให้เต็มมูลค่าที่ตั้งใจไว้ (10,000 USD)
4. อย่าลืมจดบันทึกไว้ด้วยว่า เราได้ Asset มากี่ Unit


5. เมื่อ Asset มีมูลค่าสูงขึ้น ให้เราขาย Asset ในปริมาณที่เกิน 10,000 USD แล้วโยก กลับไปที่ส่วน Cash
6. เมื่อ Asset มีมูลค่าสต่ำลง ให้เราใช้ Cash ที่สำรองไว้ มาซื้อ Asset เพิ่มให้เต็มมูลค่า 10,000 USD
7. ทำวนซ้ำไปเรื่อยๆ เมื่อ Asset มีการเปลี่ยนแปลงมูลค่า เรียกว่าการทำ Rebalancing นั้นเอง โดยอัตตราส่วนที่ทำการ Rebalancing แต่ละครั้งก็แล้วแต่เลยอาจจะกำหนดทุก 1% หรือ Random ก็ได้เช่นกัน (กลับไปอ่านพื้นฐาน Rebalancing ก่อนได้)

ตัวอย่าง การทดสอบการ Rebalancing 15 ครั้งแบบ Random

ประโยชน์จากการทำ Rebalancing Basic (จากการทดสอบ)

1. การทำ Rebalancing เป็นการใช้ประโยชน์จากช่องว่างของทุนนิยมที่ว่าราคาสินทรัพย์ (บางอย่างเช่น ค่าเงิน) ควรจะอยู่นิ่งๆ ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ดันเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

2. จากการทดลองนี้จะเห็นว่าการทำ Rebalancing จะทำให้เกิดส่วนเกินทุนเข้ามาในระบบ (เมื่อราคาสินทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปมา และกลับมาอยู่ที่เดิม)

3. การ Rebalance คือการปรับต้นทุนของเราให้ลดลง (ได้สินค้าเท่าเดิม ในขณะที่เงินในกระเป๋าเพิ่มมากขึ้น หรือถ้าเราโยกมูลค่าเงินสดไปไว้ฝั่งสินทรัพย์ เราก็จะได้สินทรัพย์ที่ถูกลงในขณะที่เงินสดเท่าเดิม)

4. ในเชิงธุรกิจ การทำ Rebalancing เป็นประโยชน์มาก เช่นถ้าเราปรับต้นทุนสินค้าเราให้ถูกกว่าคู่แข่งได้ หรือเป็น 0 ได้ Asset มาฟรีๆ  เราจะสามารถแข่งขันในตลาดได้ดียิ่งขึ้น 

5. เมื่อต้นทุนต่ำลง ก็ลดความเสี่ยง ในการถือครอง Asset ตัวนั้นลงไปด้วย

6. ในทางการเทรดเมื่อเราได้ Asset มาฟรี หรือได้ต้นทุนเงินสดคืนทั้งหมด เราก็สามารถนำไปต่อยอดได้หลากหลายเช่น Scalp หรือ เล่นกับ Option

ดังนั้น จุดมุ่งหมายของการทำ Rebalancing ในมุมมองหนึ่งของพี่ต้าน จะเน้นทำเพื่อปรับต้นทุนของสินค้าให้ดีขึ้น และนำความได้เปรียบนี้ไปต่อยอด


แตกมุมมองเรื่อง Grid (Bias Meawbin)

ผมมองว่ามันคือ กริด รูปแบบหนึ่ง ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อชดเชย ข้อจำกัด ของกริดในเรื่องการวางกรอบ วางโซน จากปัญหาของคนเทรดกริดที่ต้องมานั่งทำการบ้าน วางกรอบ วางโซน และปัญหาใหญ่สุดจะปวดหัว คือ ราคาสินทรัพย์หลุดจากกรอบที่เราวางเอาไว้ 

ทั้งนี้ยังช่วยให้ง่ายขึ้น ในเรื่องของการวางกรอบ และการเทรดจริงด้วย จากปรกติที่เราต้องมานั่งจำว่า ราคาไหน ต้องเข้าเท่าไร เทรดเท่าไร ก็ใช้วิธีคง Value และ Rebalancing ไปเลย

แต่มีข้อดี ก็มีสิ่งที่ต้องแลกมาด้วยเช่นกันเพราะไม่มีอะไร ที่จะ 100% หรอก ซึ่งสิ่งที่ต้องแลกก็จะเป็นเรื่องของ อัตตราการเปลี่ยนแลง การดึง Cash ออกจากระบบ ที่เหมือนจะได้ประสิทธิภาพน้อยกว่าการกำหนดกรอบแบบตายตัว เพราะการ Rebalancing จะบังคับให้เราถือ สินทรัพย์ บางส่วนติดมือไว้เสมอ (อัดจบ ไม่ได้)

จริงมั้ย เรามาดูกัน

ถ้าเรากำหนดให้การทำ Rebalancing ทุกๆครั้งที่ Asset Value เปลี่ยนไปทุก 10% เราจะได้รูปร่างหน้าตาของ “โซนกริด” ประมาณนี้ (เริ่มที่ราคา 100)


การบีบตัวของโซนที่เป็น Dynamic

ยิ่ง Asset ปรับตัวสูงขึ้น โซนก็จะยิ่งกว้างขึ้น ไปจนถึง “อนันต์” เลยทีเดียว และเมื่อ Asset ปรับตัวลดลง โซนจะแคบลงตามไปด้วย เป็นการทำ Dynamic Grid แบบหนึ่ง


ภาพการทดลอง Rebalancing ทุก 5% ในขาลง และขาขึ้น 

จากภาพเราจะเห็นว่าในตลาดขาลงนั้น เงินจะหมดก่อนที่ประมาณ 60-70% จากการลงของราคาสินทรัพย์ (กรณีที่สำสองเงินสดไว้เท่ากับมูลค่าสินทรัพย์ที่จะ Rebalancing ) ตรงนี้ต้องระวังมากเพราะเงินจะหมดก่อนที่สินทรัพย์จะลงเป็น 0 อาจต้องสำรองเงินเพิ่มมากขึ้นในสินทรัพย์บางประเภท หรือใช้ Cash Flow ที่เกิดขึ้นมาชดเชย แต่ในกรณีที่เป็นตลาดขาขึ้น จะสามารถทำ  Rebalancing ได้ไม่จำกัด

ดังนั้น เรื่องที่ว่า “ไม่มีวันหลุดโซน” อันนี้ไม่ใช่เรื่องจริงเพราะทุนเราอาจหมดก่อนในบางสภาวะตลาด (ทดสอบกับ %Rebalancing ที่แตกต่างกันก็ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกัน *จากการทดลองเท่านั้น)


Rebalancing 2 Asset

วิธีก็จะเหมือนกับการทำ Rebalancing Basic นั้นแหละ เพียงแค่เพิ่ม Asset เข้ามาในระบบอีก 1 ตัว เป็น 2 ตัว และทำการสำรองในส่วนของ Cash ให้เพียงพอ Cash >= Asset A+B (Marking)

เราสามารถทำบน Asset มากกว่า 2 ตัว หรือ มากกว่า 10 ตัวก็ได้ ขึ้นอยู่กับนักลงทุนเองว่าสามารถทำได้แค่ไหน แต่การเลือก Asset เข้ามาในกลุ่มนั้น ก็ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจประกอบด้วยเช่นเดียวกัน ขั้นตอนการทำ Rebalancing ในส่วนที่เหลือก็เหมือนเดิมทุกประการ

Rebalancing 2 Asset

จุดประสงค์ที่เปลี่ยนไป 

พี่ต้านจะใช้วิธีการนี้เพื่อทำการ “Checkup asset price” โดยดูจากความถี่ในการ Rebalancing ของแต่ละ Asset เช่นหากเรากำหนดตายตัวว่าเมื่อราคา Asset มีการเปลี่ยนแแปลง 1% Asset แต่ละตัวก็จะมีรอบในการทำ Rebalancing ที่แตกต่างกัน เช่น

ใน 1 เดือน
Asset : A สามารถ Rebalancing ได้ 20 รอบ
Asset : B สามารถ Rebalancing ได้ 500 รอบ
Asset : C สามารถ Rebalancing ได้ 250 รอบ

ตรงนี้ ถ้าหากว่า Asset : B อยู่ในกลุ่ม Asset ประเภทเดียวกัน (เช่น BTC and XRP ที่เป็น Cypto เหมือนกัน) ก็อาจเป็นไปได้ว่า เกิดอะไรบางอย่างขึ้นกับ Asset : B ที่ผิดปรกติ อาจเกิดจากความสนใจของ Player ในตลาด หรือทุนใหญ่กำลังทำอะไรสักอย่าง 

การเลือก Asset Rebalancing (Bias Meawbin)

พอรู้เยอะก็สงสัยเยอะ พออ่านมาถึงตรงนี้หลายท่าน(รวมถึงผมเอง)ก็คงจะเกิดคำถามขึ้นมาว่า แล้วเราจะเลือก Asset ตัวไหนเข้ามาดี จำเป็นต้อง Correlation กันหรือไม่ 

ความเห็นส่วนตัวจากการทดลองนั้นคือ แบบไหนก็ได้ เพราะแต่ละแบบจะมอบ Exp. ให้เราคนละแบบ และได้ผลลัพธ์แต่ละแบบที่แตกต่างกันเช่น

Negative Correlation > ได้ การชดเชยต้นทุนสินค้าทำให้วาง Cash น้อยลงได้(มั้ง) 

Positive Correlation > ได้ Checkup asset price

Non – Correlation > การกระจายความเสี่ยง ไประหว่างสินค้าหลายกลุ่ม

เก็บตกประเด็นที่สำคัญในการทำ Rebalancing 

  • การทำ Rebalancing เราจะต้องรู้ Fundamental ของ Product นั้นๆด้วย เพราะเราจะต้อง Invest ในระยะยาว
  • การ Rebalancing แบบหลาย Asset จะต้องทำในช่วง Time เดียวกัน (Time ในการ action) เพื่อดู Relation ของ Asset ถ้าเราทำแบบนี้ เราจะเห็นความผิดปรกติของ Asset แต่ละตัวชัดเจนขึ้น
  • การจดบันทึก แนะนำให้สร้างตารางการจดบันทึกด้วยตัวเอง เพราะเราจะเข้าใจ ถ้าไปเอาของคนอื่นมา เราจะทำๆแล้วเบื่อเพราะเราไม่เข้าใจ
  • อย่าเพิ่งไป Leverage product
  • Rebalancing ตามเทคนิคอลก็ได้ แต่พี่ต้านชอบทำตอนตลาด Panic เพราะได้ต้นทุนดีกว่า
  • CF จะคำนวณอย่างไร ต้องลองทำเอง ถึงจะรู้ (อันนี้ผมลองแล้ว ให้จดบัญชีแยก การซื้อขาย อีกส่วนหนึ่ง แต่ต้องจด RP ด้วยเพราะ จุดเข้า ออกจะเปลี่ยนแปลงตลอด หรือ อีกวิธี ใช้ดูจาก Cash ที่เพิ่มขึ้น เมื่อ Asset กลับเข้ามาอยู่ที่จุด Start)
  • อย่าทำ Rebalancing เป็นเพียงการคีย์ข้อมูล เพราะมันจะแสดงถึงความขี้เกียจและเราจะไม่ได้ Exp.
  • Rebalancing  พี่ต้านไม่สนใจ Correlation เพราะ Risk มันจะถูกชดเชยด้วย Volatility ของ Asset และ Correlation มันเป็นสิ่งที่เราไม่รู้และคาดการณ์ไม่ได้

ปล. ย้ำว่า สรุป ตามความเข้าใจ จากการฟัง ถ้าผิดพลาดตรงไหน แนะนำ ติชม ได้ครับ

อ้างอิง VDO
https://www.facebook.com/watch/live/?v=572777187007547&ref=watch_permalink
https://www.facebook.com/watch/live/?v=196823974822518&ref=watch_permalink
https://www.facebook.com/MudleyGroup/videos/260952778574098/

ถ้าชอบ ฝากติดตามเพจ ด้วยนะครับ ที่ : https://www.facebook.com/meawbininvestor