[Review หนังสือ] “Momentum Master”

6413

หนังสือแนวแปลกแต่ดีอีกเล่มหนึ่งที่น่าอ่านมาก เป็นหนังสือที่ต่างจากเล่มอื่นมากเพราะเนือหาส่วนใหญ่ (ทั้งหมดนั้นแหละ)เป็นแบบสัมภาษณ์แนว ถาม-ตอบ ทำให้เหมือนเราได้ไปนั่งฟังแนวคิด บทเรียน และประสบการณ์การเล่นหุ้นกว่า 20-30 ปีของเทรดเดอร์รุ่นเก๋าระดับตำนานถึง 4 ท่านด้วยกัน ได้แก่ Mark Minervini , David Ryan ,Dan Zanger และ Ritchie II 

เนื้อหายภายในหนังสือ Momentum Master ประกอบด้วยคำถามมากมายที่น่าสนใจจากเทรดเดอร์ทั่วโลกที่ถามกันเข้ามา ครอบคลุมหลายประเด็นที่น่าสนใจ มีการจัดแยกหมวดหมู่คำถามอย่างชัดเจนเพื่อความง่ายในการอ่านได้แก่ การเลือกหุ้น,ขนาดของการเทรด,การวิเคราะห์กราฟ,การอ่านพื้นฐาน,ภาวะตลาด,เกณฑ์การเข้า,การบริหารหน้าตัก รวมถึงหลักจิตวิทยาในการเทรดด้วย  เรียกได้ว่าครบทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการเทรดหุ้นเลยทีเดียว

แนวทางการเทรดส่วนใหญ่ของทั้ง 4 ท่านก็ตามชื่อหนังสือเลยครับ Momentum Master ออกแนวการใช้ รูปแบบชาร์ทราคา รอเบรก ดูปริมาณซื้อขาย แล้วรันเทรนยาวๆตามสไตล์ ของโมเมนตั้มเทรดเดอร์ ใครมาสายนี้แนะนำให้อ่านมากๆเลย

หลังจากอ่านเล่มนี้จบคุณอาจจะสังเกตุได้ว่าเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จนั้นดูเผินๆเขาอาจจะแตกต่างกัน แต่ความจริงมันแทบไม่ต่างกันเลย ทั้งแนวคิด การใช้ชีวิต และการเทรด คล้ายกันจนน่าแปลกใจเลยทีเดียว

file_000-1

คำถาม – ตอบ โดยสรุปแบบเหมียวๆ บางส่วนจากหนังสือ “Momentum Master” 

1.อะไรคือวิธีที่ดีที่สุดในการหาหุ้น ที่มีโอกาสวิ่งได้มาก ?

Minervini – มองหาหุ้นที่แข็งแร่งกว่าตลาด มีค่า RS สูง
Ryan –
หุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูง จะต้งมีแนวโน้มผลประกอบการที่ดีแล้วแนวโน้มราคาที่ดี
Zanger –
ดู Price Action ที่ชอบเปนหลัก
Ritchie II –
ดูค่า RS เป็นหลักเช่นกัน ต้องมองหาหุ้นที่นำตลาดเท่านั้น

2.คุณเคยซื้อหุ้นเพื่อเก็งว่าราคามันจะทำจุดต่ำสุดแล้วหรือไม่ ?

Minervini – ไม่ ไม่เคยคิดจะเอามือเปล่าไปรับมีดที่กำลังร่วงลงมาแน่นอน
Ryan – 
ไม่เคยเลย!!
Zanger – 
มีบ้างเป็นบางครั้ง
Ritchie II –
ไม่เคยเลยในหุ้น แต่ทำบางบนตลาดฟิวเจอร์

3.ขั้นตอนการหาหุ้นเป็นอย่างไรระหว่าง หาหุ้นนำตลาดก่อนแล้วดูที่กลุ่มอุตสาหกรรม หรือหากลุ่มอุตสาหกรรมก่อนแล้วจึงลงไปดูที่หุ้นรายตัว ?

Minervini – ดูที่ตัวหุ้นก่อน คอนเส็ปก็บอกไปแล้วว่าหาหุ้นนำตลาด ราคาหุ้นที่ชนะมักจะไปก่อนตลาดเสมอ
Ryan –
ปรกติจะเริ่มจากหุ้นรายตัวก่อน เว้นแต่ว่าจะมีอุตสาหกรรมที่โดดเด่นมากช่วงนั้น
Zanger –
ดูที่ตัวอุตสาหกรรมที่โดดเด่นก่อน แต่หลายครั้งที่ซื้อหุ้นจากอุตสาหกรรมที่ยังคลุมเครือ(เอ๊ะยังไง)
Ritchie II –
ดูหุ้นรายตัวก่อน

4.เทรดหุ้น IPO บ้างหรือไม่

Minervini  เล่นบ้างแต่จะรอให้เข้าตลาดไปแล้วระยะหนึ่ง
Ryan
– เล่นบ้างแต่จะรอให้เข้าตลาดไปแล้วระยะหนึ่ง
Zanger
– เล่นบ้างแต่จะรอให้เข้าตลาดไปแล้วระยะหนึ่ง
Ritchie II
– เล่นบ้างแต่จะรอให้เข้าตลาดไปแล้วระยะหนึ่ง
(ตอบแบบเดียวกันหมดเลย…..)

5.ถือหุ้นกันครั้งละกี่ตัว? 

Minervini – ไม่เคยนับตัว ขึ้นอยู่กับขนาดของความเสี่ยงหน้าตัก
Ryan
– ขึ้นอยู่กับภาวะตลาด ส่วนใหญ่ไม่เกิน 10 ตัว เพราะมันยากที่จะดูแล 
Zanger
– ขึ้นอยู่กับภาวะตลาด ตลาดดีอาจมีถึง 22 ตัว และตอนที่ตลาดแย่อาจมีแค่ 2-3 ตัวเท่านั้น
Ritchie II
– ขึ้นอยู่กับภาวะตลาด แต่ก็ไม่มาก

6.ในการเทรดแต่ละครั้งแล้วคุณจะเสี่ยงมากแค่ไหนของเงินลงทุน? 

Minervini – 1.25%-2.25% แล้วแต่สภาวะตลาด
Ryan
 – 1% เพราะจะทำให้หุ้นในพอร์ทมีประมาณ 10 ตัวพอดี
Zanger
 – ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดแต่ส่วนมากไม่เกิน 1%ของเงินทุนทั้งหมด
Ritchie II
 – เมื่อก่อนเทรดแบบเสี่ยงเยอะแต่ตอนนี้ประมาณ 0.5% เท่านั้น

7.ถ้าตลาดดี กราฟสวย(เข้าเงื่อนไขบองแต่ละคน) แต่งบตอนนั้นไม่ค่อยดี คุณจะซื้อหรือไม่ ?

Minervini – ซื้อ เพราะโลกนี้มันไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ แต่ถ้าจะให้ดีก็ควรต้องมีครบทั้ง 3 อย่าง
Ryan
 – ซื้อ แต่อาจจะซื้อในระยะสั้นๆ เท่านั้น
Zanger
 – ซื้อ!! แน่นอน เพราะราคาหุ้นที่แข็งแรง+วอลุ่ม จะวิ่งนำตลาดเสมอ 
Ritchie II
 – ซื้อ

8.ใช้ Indicator เช่น STO MACD ATR บ้างหรือไม่ ?

Minervini – ไม่ใช้ ดูแค่ ราคาและ วอลุ่ม มีใช้ Moving Average บ้าง แต่แนะนำว่าถ้าคุณใช้แล้วมันกำไร ก็ใช้ไปเถอะ
Ryan
 – ใช้ทั้ง STO และ MACD เพื่อเสริมเท่านั้น หลักๆก็จะดู ราคาและ วอลุ่ม เป็นหลัก
Zanger
 – ใช้ AIQ Trading Expert’s และ Sk-SD เท่านั้น (มันคืออะไรฮึ 555+)
Ritchie II
 – ใช้แค่ ATR เพื่อดูระดับความผันผวนของหุ้นที่สนใจ

9.ปรกติคุณมีรูปแบบกราฟที่ใช้ประจำกี่แบบ ?

Minervini – 6 ถึง 8 แบบ
Ryan
 – แค่ 2 คือ Break Out และ Pullbacks ยิ่งมีเยอะยิ่งสับสน  
Zanger
 – ราวๆ 8 ไม่แน่ใจ
Ritchie II
 – 4 ถึง 5 แบบเท่านั้น

10.ดูหุ้นกันวันละกี่ตัว

Minervini – มากกว่า 100 ตัวทุกวัน
Ryan
 – ขึ้นอยู่กับตลาด ถ้าตลาดดีก็นั่งดูได้ทั้งวันแต่อย่างน้อยวันละ 1 ตัว
Zanger
 – ราวๆ 300-400 ตัว
Ritchie II
 – วันละ 300 – 500 ตัว และจะดูพื้นฐานหุ้นที่สนใจด้วย 3 – 5 ตัว
(โหดกันมากๆเลยแต่ละคน)

11.เวลาที่หุ้นวิ่งสวนทางกับที่คุณคิดจนขาดทุน คุณจะทยอยขายหรือขายทั้งหมดเลย

Minervini – ถ้าราคามาถึงจุดที่กำหนดไว้ ก็จะขายทั้งหมดทันที มีแค่บางครั้งที่ทยอยขาย แต่ผลขาดทุนรวมทั้งหมดจะต้องไม่มากกว่าเดิม
Ryan
 – ถ้าราคามาถึงจุดตัดขาดทุนก็จะขายออกหมดทันที การปกป้องเงินต้นสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง
Zanger
 – ขึ้นกับสภาพคล่อง ใจก็อยากขายออกทั้งหมดทันทีแต่บาครั้งขนาดการลงทุนที่ใหญ่ก็ทำให้ต้องทยอยขาย
Ritchie II
 – ขึ้นอยู่กับขนาดเงิน ถ้าลงทุนเยอะก็ไม่สามารถขายออกทีเดียวได้ แต่ถ้าเป็นการลงทุนเล็กๆก็จะขายออกทั้งหมดทันที

12.คุณขายทำกำไรบางส่วนเมื่อถึงเป้าที่ตั้งไว้ หรือจะขายเมื่อกราฟส่งสัญญาณบอกเท่านั้น

Minervini – ไม่เคยตั้งเป้าราคา จะคอยดูกราฟและกำไรเท่านั้น เมื่อกราฟส่งสัญญาณว่าจะไม่ไปต่อหรือได้กำไรจนพอใจแล้ว
Ryan
 – ใช้การดูแนวรับของกราฟ แล้วปล่อยราคาวิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ 
Zanger
 – ตอนนี้ไม่ได้ตั้ง เพราะเมื่อก่อนเคยตั้งไว้ และมันมักจะวิ่งต่อไปอีกจะน่าเจ็บใจ
Ritchie II
 – ไม่ได้ตั้งเป้าแบบชัดเจน แต่จะคอยสังเกตุกราฟและหุ้นตัวอื่นๆในพอร์ท

13.เวลาที่ต้องนั่งสังเกตุการณ์เฉยๆ มีวิธีอย่างไรในการรักษาวินัยไม่ให้เข้าไปเทรดบ่อยๆ (นั่งทับมือ)

Minervini – ใช้กฎที่ตั้งไว้เป็นตัวนำทาง ถ้ากราฟไม่เป็นรูปแบบที่ต้องการก็จะไม่เทรด (ง่ายๆ แต่ทำยาก 555+)
Ryan
 – บอกว่าเวลาที่เริ่มขาดทุนติดๆกัน ก็จะค่อยๆลดขนาดการเทรดลงเรื่อยๆ(เหมือนตอบไม่ตรงคำถามเนอะ)
Zanger
 – บอกว่าประสบการณ์จะเป็นตัวบอกคุณเอง โดนมาเยอะ เจ็บมาเยอะ จะรู้เองว่าทำไมถึงควรหยุด
Ritchie II
 – ให้ดูผลการเทรดก่อนหน้านั้น ถ้ามันเริ่มไม่ดีคุณก็ควรลด หรือหยุดไปก่อน แต่ถ้ามันยังดีอยู่ก็เทรดต่อไป

เอาละ…เรายกตัวอย่างกันแค่นี้พอแล้วกัน เดี๋ยวเจ้าของหนังสือเขาจะด่าเอาเนอะ เอาแค่ที่โดนใจเหมียวมาเล่าให้ฟังเท่านั้น ซึ่งในหนังสือเล่นนี้ยังมีอีกหลายสิบคำถามที่เชื่อว่าเทรดเดอร์หลายคนกำลังอยากถามอยากรู้กันอยู่แน่ๆ ลองหามาอ่านกันดูบางทีอาจจะได้คำตอบที่สงสัยมานานแล้วก็ได้นะ

——––
ติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับการลงทุนได้อีกที่เพจ Meawbin Investor นะครับ คลิ๊ก
———