“Scale Out” กลยุทธ์ ทยอยขาย ล๊อกกำไร คลายกังวล

3800

คือกลยุทธ์ที่สามารถเปลี่ยนการขาดทุน ให้เป็นกำไร ลดการขาดทุน คลายความกังววล ความเครียด หรือบางครั้งก็อาจเป็นการเพิ่มผลกำไรไห้เราได้ด้วย

เป็นกลยุทธ์เสริม เพิ่มประสิทธิภาพให้กับการเทรดหลักของเรา หรือกลยุทธ์ที่เราใช้อยู่เดิมแล้ว

และยังเป็นกลยุทธ์ที่สามารถทำได้ง่าย และ เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ (ถ้าใช้เป็นนะ 555+) เพราะบางครั้งอาจทำให้กำไร กลายเป็นขาดทุนก็มีเหมือนกัน

กลยุทธ์  “Scale Out” ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ก็แค่การทยอยขาย หรือ ปิดสัญญาบางส่วนของเราออกไปก่อน สามารถทำได้ทั้งตอนที่เราถูกทาง มีกำไรแล้ว และตอนที่ผิดทางขาดทุนอยู่

(เนื้อหาต่อไปนี้จะพูดถึง Bias หน้า buy เป็นหลักนะครับ)

เงื่อนไข

  • มีการเปิดสัญPาซื้อขายแล้ว ราคาเคลื่อนที่ออกจากจุดที่เข้าแล้วระยะหนึ่ง
  • ขนาดสัญญาที่เราเทรดเริ่มต้น ต้องใหญ่ พอ (ถ้าเทรด 1 Unit แล้วจะ Scale Out ยังไง )
  • ต้องมีการกำหนดจุด TP SL หรือ Trailing Stop ที่แน่นอนไว้แล้ว ตั่งแต่ก่อนเริ่มเทรด
  • RRR ควรมากกว่า 1 : 3 ขึ้นไป หรือปล่อยรันเทรนยาวๆ

ยกตัวอย่าง กรณี Scale Out ขาขึ้น

เปิด Buy ที่ราคา 6 บาท กำหนด TP = 12 บาท SL = 4 บาท จำนวณ 10 Unit
เมื่อราคาขึ้นไปที่ 8 บาท เราก็ขายออกไป 1 สัญญา หรือเปิดสัญญาฝั่งตรงข้าม 1 สัญญา (เหลือ 9 Unit)
เมื่อราคาขึ้นไปที่ 9 บาท เราก็ขายออกไป 1 สัญญา หรือเปิดสัญญาฝั่งตรงข้าม 1 สัญญา (เหลือ 8 Unit)
เมื่อราคาขึ้นไปที่ 10 บาท เราก็ขายออกไป 1 สัญญา หรือเปิดสัญญาฝั่งตรงข้าม 1 สัญญา (เหลือ 7 Unit)

เมื่อราคาขึ้นไปที่ 12 บาท เป้า TP ของเรา
กรณีที่เราทยอยปิด ก็ให้ทำการปิดสัญญาทั้งหมดที่เหลือให้หมด TP
กรณีที่เราใช้วิธีเปิดสัญญาฝั่งตรงข้าม ให้เราปิดทั้ง Buy และ Sell ทั้งหมดที่เปิดไว้ทันที (อย่าไปหวังว่าเดี๋ยวมันลงแล้วมากิน Sell อีกนะ )

โดยระหว่างทางเราก็สามารถเลื่อน Trailing Stop ได้ตามปรกติตามแผนที่เราวางเอาไว้

ทั้งนี้ ปริมาณการ Scale Out ไม่ได้มีข้อกำหนดอะไรที่ตายตัว อยาก Scale Out  เท่าไร แค่ไหน ระยะห่างแค่ไหน ขึ้นอยู่กับตัวผู้เทรดเลย แต่ส่วนมากที่นิยม จะมีการควบคุมปริมาณการ Scale Out อยู่ที่ 30- 50% ของขนาดการเทรดเริ่มต้น เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการทำกลยุทธ์นี้ หรือจะแบ่งเป็นส่วน เช่น 3 ส่วน 5 ส่วน แล้วทยอยออกจนหมดเลยก็ได้

ข้อดี 

  • ถ้าเราคาขึ้นไปแล้วอยู่ดีดี โดนทุบแรงหล่นมาโดน SL ก็จะทำให้ช่วยลดความเสียหายได้ เพราะเรามีการ Scale Out เก็บกำไรมาได้จำนวนหนึ่งแล้ว
  • คลายความกังวลขณะเทรด หรือถือสัญญาเทรดนานๆ
  • ดึง Cf ออกมาใช้จ่ายได้เรื่อยๆ
  • ในกรณีที่เรา Scale Out ออกไปบ้างแล้ว ราคากลับมาที่จุดเดิมหรือต่ำกว่าจุดที่เรา Scale Out เราสามารถเปิดสัญญาเทรดเพิ่มเพื่อชดเชยของเดิมได้ แต่ต้องมั้นใจจริงๆว่าราคาจะไปถึง TP

ข้อเสีย

  • กำไรที่ได้จะน้อยลงในกรณีที่ราคาวิ่งไปถึงเป้าที่เรากำหนดไว้ TP
  • คนส่วนมากรับไม่ได้ ตรงจุดนี้ เลยไม่ค่อยมีใครชอบทำ “ขาดทุนได้ แต่กำไรน้อย ไม่ยอม” 555+
  • RRR เปลี่ยน โดย RRR จะลดลงจากที่เราคำนวณไว้ในตอนแรกเสมอ จึงไม่เหมาะกับระบบ ที่ RRR ต่ำมาก

กรณี Scale Out ขาลง

หลักการ วิธี รูปแบบ ข้อดีข้อเสีย ไม่ต่างกันกับการทำ Scale Out ขาขึ้นเลย เพียงแต่ไม่ค่อยมีใครนิยมทำเท่านั้นเอง เนื่องจากปรกติ ระยะ SL จะน้อยกว่า TP ที่เรากำหนดไว้อยู่แล้ว เลยไม่มีระยะให้เราได้ทำมากนัก

และอีกอย่างคือมันไม่ดีต่อใจ ไม่มีใครชอบเห็นตัวเลขขาดทุน แต่ถ้า เก็บกำไรละก็สู้ตายครับ 555+

Scale Out แบบ ทยอยออก หรือ เปิดสัญญาฝั่งตรงข้าม ดีกว่ากัน

ความจริงทั้ง 2 วิธี ให้ผลลัพท์ที่เหมือนกันนั้นแหละครับ ไม่ว่าเราจะทำแบบไหน ถ้าเอามาเปรียบเทียบกันจริงๆผลลัพท์ไม่มีอะไรที่แตกต่างกันเลย

เปิดสัญญาฝั่งตรงข้าม นั้นดีต่อใจ แต่ต้องแลกมาด้วยค่า Comm กับ spread ที่เพิ่มขึ้น

ทยอยออก ทยอยปิดสัญญา ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่เวลาเทรดจริง ทำจริง ใหม่ๆเราจะรู้สึกเสียดายที่เราต้องปิดสัญญาก่อนที่ราคาจะชน TP แค่นั้น!!

คำเตือน 

เหมือนเช่นเคย ผมไม่ได้มาบอกว่ามันดี ต้องทำ หรือ มันไม่ดี ห้ามทำ อะไรทำนองนั้น
หรือ ว่าเอากลยุทธ์นี้ไปใช้แล้วจะ กำไร ไม่มีขาดทุน ก็ไม่ใช่ “ทุกอย่างบนโลกมันมีข้อดี ข้อจำกัดในตัวเองทั้งนั้น”
มันอยู่ที่ว่าเรา จะรู้ เข้าใจ และประยุกต์ใช้มันอย่างไรต่างหาก