Sell Bias | Two Bias

1401

****** ปล. เนื้อหา บทความทั้งหมดต่อไปนี้เป็นแค่การสรุปองค์ความรู้ + เพิ่มเติมตามความเข้าใจของตัวผมเอง จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ (ไม่ได้คิดเอง) เป็นแค่หนึ่งในแนวทางการเทรด และผ่านการลองทำมาบ้างในระดับหนึ่งเท่านั้นเอง ผิด ถูก ปรับปรุงตรงไหน ก็สามารถแนะนำกันเข้ามาได้นะครับ

ประเด็นต่อไปที่เราจะมาพูดคุยกันก็จะเป็นเรื่อง ข้อสงสัย คำถามที่ว่า “ทำไม จะต้องเน้นให้วางแผนการเทรดด้วยการ Buy เป็นหลัก Sell ไม่ได้หรือ”

คำตอบคือ — ได้ !!! ทั้งหมดมันก็ขึ้นอยู่กับการวางแผนการเทรดของเราเลย

วิธีการก็เหมือนเดิม

ทำตามขั้นตอน 1 2 3 4 5 เหมือนเดิมได้เลย อย่างที่บอกไปว่าเริ่มแรก เราต้องรู้ก่อนว่า เราจะเทรดอะไร Bias ด้านไหน ถ้าเราได้แล้วก็ทำตาม Step การวางแผนได้เลยครับ

** จากตัวอย่าง คู่เงิน AUD/USD ถ้าเราเปิดดูในกราฟ TF W หรือ M เราก็จะเห็น รูปบบการเคลื่อที่ของราคาในอดีตแทบทั้งหมด จุดสังเกตตรงนี้ครับว่า AUD/USD เคยขึ้นไปสูงสุดที่ 1.10 และลงมาต่ำสุดที่ 0.50 โดยประมาณ โดยเหตุการณ์ทั้ง 2 นั้นใช้เวลามากกว่า 10 ปี

ถ้าเรามองหน้า Sell ความเสี่ยงของการเทรด ก็จะเปลี่ยนจากราคา “ลง” เป็น “ขึ้น”

เราก็สามารถอนุมาณได้คร่าวๆว่า ค่าเงิน AUD/USD ภายในระยะเวลา 5 – 10 ปีข้างหน้านี้ ไม่มีทางขึ้นไปถึง 1.10 ได้อีกเป็นครั้งที่สองแน่ (อาจจะต่ำ หรือ สูงกว่านั้น)

คำนวณเหมือนเดิม

ตอนนี้ AUD/USD ราคา 0.75000 ถ้าราคาไปถึง 1.1 จะต้องใช้ระยะทางวิ่ง หรือ 3,500 Pip โดยที่ Pip Value ของ AUD/USD ต่อ 0.01 Lot = 0.1 USD

ดังนั้นการเทรด 0.01 Lot จะต้องใช้เงินทุนสำรองเท่ากับ 3,500 x 0.1 = 350 USD (โดยประมาณ) โดยที่ความเสี่ยงที่จะล้างพอร์ท (กรณี Sell )คือ คู่เงิน AUD/USD ราคา ขึ้นไป สูง กว่า 1.1 นั้นเอง แล้วเราก็ไปวางแผน วางระบบ จัดการกระสุดต่างๆแล้วเริ่มเทรดตามปรกได้เลยครับ ประมาณนี้

แต่มือใหม่ ไม่แนะนำให้ Sell

เพราะว่า ถ้าเรามองภาพของ “ความเสี่ยง” เป็นหลัก มองตามตัวเลข ตามหลักการพื้นฐานของเรื่อง Chart ก็จะเป็นแบบนี้

    • ถ้าเรา Buy ความเสี่ยงเราคือ ราคา ลง
    • เรามองเห็น ความเสี่ยงสูงสุดได้ มากที่สุดก็แค่ 0
    • ถ้าเรา Sell ความเสี่ยงเราคือ ราคา ขึ้น
    • ถ้าเรา Sell เราจะไม่สามารถมองเห็น ความเสี่ยงสูงสุดได้ เพราะ Chart แบบนี้ ตัวเลขมันสามารถขึ้นได้เป็น อนันต์

แน่นอนครับว่าด้วยความที่ ตลาด Forex มันเป็น การเปรียบเทียบระหว่างค่าเงิน หรือของ 2 สิ่ง มันจะไม่มีทางที่ราคา จะขึ้น หรือ ลง ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อสินค้านั้น เป็นอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินแบบนี้ด้วยยิ่งมีโอกาสยากขึ้นไปอีก

และ ถ้าเอาจริงๆเราก็สามารถ กลับค่าสมการ เพื่อหาตัวเลขที่แน่ชัดได้ ในกรณีที่ ค่าเงินใดค่าเงินหนึ่ง แข็งหรือ อ่อน มากเกินไป ได้ (มันมีสูตรอยู่) แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่สามารถทำได้ง่ายๆเราต้องอาศัยความรู้ทางคณิตศาสตร์พอสมควร

แต่ คำถามคือ เราจะไปปวดหัว หาค่ากลับไปกลับมา ทำไม ??

อย่างที่รู้กันการ Buy Sell ในตลาด Forex นั้นไม่ใช่การแทงไฮโล แทงขึ้น แทงลง มันคือการซื้อขาย ที่เกิดขึ้นจริง เช่น การที่เราจะ Sell คู่เงิน AUD/USD ในอีกความหมายหนึ่งนั้น คือ “เรามองว่า AUD จะอ่อนค่า หรือ เรามองว่า USD จะแข็งค่า”

ถ้าเรามองว่า AUD จะอ่อนค่า เราก็ไปเทรดหน้า Buy ในคู่เงินเหล่านี้แทนก็ได้ เช่น EUR/AUD , เป็นต้น

เรามองว่า USD จะแข็งค่า เราก็ไปเทรดหน้า Buy ในคู่เงินเหล่านี้แทนก็ได้ เช่น USD/JPY , USD/CAD , USD/CHF, เป็นต้น

จึงเป็นที่มาของการที่ ผมแนะนำให้เทรด หน้า Buy เป็นหลักนั้นเอง

Buy คู่เงิน AUD/USD = เราเอาเงิน เรา ไปแลกเป็น AUD เก็บไว้ เพื่อ รอขายเป็น USD (Close Trade) = My -> AUD -> USD

Sell คู่เงิน AUD/USD = เราเอาเงิน เรา ไปแลกเป็น USD เก็บไว้ เพื่อ รอขายเป็น AUD (Close Trade) = My -> USD -> AUD




TWO Bias

อีกประเด็นที่คล้ายกัน ก็คงจะเป็น การตอบคำถามที่ว่า “ทำไม ต้องเทรดหน้าเดียว Bias ด้านเดียว” เทรด 2 ทาง พร้อมกัน ไม่ดีกว่าหรือ Buy Sell พร้อมๆกันไปเลย ได้หรือไม่ ??

คำตอบคือ “ทำได้” เช่นกัน แต่ไม่นิยม และไม่แนะนำให้ทำ เท่านั้นเอง โดยเฉพาะ มือใหม่ หรือเทรดเดอร์ที่ยังมีประสบการณ์ไม่มาก ทำไม ?? ก่อนอื่นผมขออธิบายถึงข้อดี ข้อเสีย ของการเทรดแบบ 2 Bias ก่อน

ข้อดี

1. มีจังหวะ ให้เราเทรดได้บ่อยขึ้น
2. มีอิสระในการเทรด มากขึ้น ไม่ว่าตลาดจะขึ้น หรือจะลง
3. มีโอกาสในการสร้าง CF ที่บ่อยครั้งขึ้น ในช่วงที่ตลาด side way
4. ไม่เบื่อ ไม่รอ ไม่หงุดหงิดกับการรอ (สำหรับคึนหัวร้อน )

ข้อเสีย

1. งง สับสน เป็นเรื่องของจิตใจ จิตใต้สำนึก

เพราะว่าการที่เรา Buy สมอง จิตใจของเราจะมองว่า อยากให้มันขึ้น แต่ ทันทีที่เรา Sell หรือ กด Sell ลงไปนั้น สมอง จิตใจของเราจะมองว่า อยากให้มันลง มันต้องลง มันควรจะลง ทีนี้ก็จะเหมือนมีเทวดาตัวน้อย และ ปีศาจ แสนน่ารัก บินทะเลาะกันอยู่บนหัวเรา ทำให้เวลาเราเทรดไม้ต่อไป หรือมีสัญญาณให้เข้าเทรดครั้งต่อไป เราจะมีการตัดสินใจกระทำใดๆ ที่ช้าลง เนื่องจากความสับสนตรงนี้

(ส่วนใครที่สามารถแยกประสาท ได้ ก็อีกเรื่องหนึ่ง นึกภาพว่าต้องเขียนหลังสือ ด้วยมือซ้ายและขวาพร้อมกัน แถมเขียนคนละประโยคด้วย หรือการให้มองไปทางซ้าย และขวาพร้อมกัน)

2. ความเสี่ยงที่ไม่ตายตัว

ในขั้นตอนของการคำนวณความเสี่ยง จากที่เราได้เรียนรู้กันไปก่อนหน้านั้น จะเห็นแล้วกว่าการคำนวณความเสี่ยง ระยะวิ่ง เงินทุน การวางแผน Buy และ Sell นั้นมีความแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย เช่น

จากตัวอย่างเดิม Buy AUD/USD 0.01 Lot 10 นัด ต้องเผื่อทุนไว้ 2,500 USD แต่หน้า Sell ที่เราวางแผนไว้เมื่อกี้ Sell AUD/USD 0.01 Lot 10 นัด ต้องเผื่อทุนไว้ 3,700 USD

คำถาม คือ แล้วเราต้องเผื่อไว้เท่าไร ?? และ ทุกท่านคงยังจำได้ว่าหากเรามองหน้า Sell เป็นหลักนั้น เราจะไม่สามารถวางแผนการเทรดแบบ Leverage 1:1 ได้ด้วย

3. DD – การขาดทุนสะสม ที่จะตามมาเสมอ ***

Buy Sell ตรงนี้เข้าใจง่ายๆ ในกรณีที่เราเทรดแบบ โดนปล่อยลาก ไม่มีการ SL เมื่อกระสุน Buy ทำกำไร กระสุน Sell ก็จะขาดทุน – เมื่อ กระสุน Sell ทำกำไร กรสุน Buy ก็จะขาดทุน สลับกันไป แบบนี้ตลอดเวลา

ยิ่งเราไม่มีการ SL ในระบบ เราก็จะต้องพบกับการ ติดดอย ติดลบสะสมอยู่เสมอ ซึ่งเทรดเดอร์บางคน รับไม่ได้

4. ยิ่งสับสนมากขึ้น

เมื่อกลยุทธ์การเทรด หรือรูปแบบการเทรดของเราเป็นรูปแบบการ hedge ที่อาศัยการเปิดไม้แก้สลับกันไป

ด้วยข้อเสีย ที่ดูเหมือนจะมาก วุ่นวาย และสับสน

ของการเทรดแบบ 2 Bias นี้ ผมจึงไม่แนะนำให้เทรดเดอร์ โดยเฉพาะท่านที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการเทรด และการแก้ปัญหาในตลาดที่ดีพอวางแผนการเทรดแบบ 2 Bias แบบนี้นะครับ

ส่วน ถ้าใครต้องการอยากเทรดแบบ 2 หน้า (2 Bias) จริงๆ ผมขอแนะนำ วิธีคิดคิด วิธีการเทรด ในรูปแบบนี้ครับ

คือ ให้มองการเทรดแยกกันไปเลย แยกให้ชัดว่าเราจะ Bias ข้างไหนเป็นหลัก และ ข้างไหนเป็น รอง แบ่งแยกกันไปอย่างชัดเจน แบ่งหน้าที่และจุดประสงค์ออกจากกันให้ชัดเจน (แยก คิด แยกมอง แยกออกจกากันให้ชัดเจนไปเลย)

(สร้างตัวหลัก) เริ่มจาก คิดก่อนครับ ว่าเราจะเทรด สินค้าอะไร เทรด Buy หรือ Sell ในสินค้าตัวนั้นๆ วางแผน ออกแบบ คำนวณความเสี่ยง จำกัดกระสุน ตามสเต็ปให้เรียบร้อย

(เทรดตัวรองเสริม) แล้วเทรด ฝั่งตรงข้ามกับตัวหลักที่เราออกแบบไว้ ในอัตราส่วน ที่น้อยกว่า แทนครับ เช่น AUD/CHF Buy Bias 0.03 Lot ต่อ กระสุน 1 นัด

เราก็สามารถเทรดหน้า Sell ได้ในขนาดการเทรด 0.01 Lot ต่อ กระสุน 1 นัด เป็นต้น (ให้มองว่าเป็นการเสริม เพิ่มประสิทธิภาพ หรือ ตัวช่วย ตัวชดเชย การเสียโอกาสเท่านั้น ครับ)

ปล.กลยุทธ์แบบนี้จัดอยู่ในหมวด เพิ่มโอกาส ในการเทรด ไม่ใช่เพิ่มกำไร เพราะถ้าเทรดไม่ดี ก็ขาดทุนเยอะกว่าเดิม ยากกว่าเดิมนะครับ และมีวามเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมอีกด้วย

โดยอัตราส่วนที่แนะนำคือ อยู่ระหว่าง 30-50% ของตัวหลัก เช่น ถ้าเราวางแผน Buy ไม่เกิน 3.00 Lot ก็จะสามารถ Sell ได้ไม่เกิน 1.00 Lot (30 %)

มันคือ “การวางแผน”

เราสามารถทำได้หมดและครับ ไม่ว่าคุณจะอยากให้มันออกมาในรูปแบบไหน จะ Buy จะ Sell หรือ จะเทรด 2 ทาง จะเทรดตัวเดียว หรือ สองตัว หรือ หลายตัว 4 – 5 ตัว ก็ได้หมด

โดยใช้หลักการเดียวกันหมด คือ มองที่ความเสี่ยง แล้วเตรียมรับมือกับมั้นให้ดี ถ้าจะเทรดหลายตัว หลานสินค้า ก็ไม่ได้ยากอะไร เราก็แค่ คำนวณแยกกัน ความเสี่ยงในแต่ละไม้ ของแต่ละตัว แต่ละสินค้า แยกชัดเจนไปเลย แค่นั้นเอง

การวางแผนนั้น ทุกอย่างสามารถทำได้หมด เพราะมันคือการวางแผนไว้ล่วงหน้า โดยที่เราเป็นคนวางแผนเอง

ประเด็น อยู่ที่

      1. เราชัดเจน ว่าต้องการอะไร วางแผนเทรดทำไม (เพื่ออยู่รอดในระยะยาว)
      2. เทรดบนสินค้าอะไร มูลค่าแท้จริงของสินค้าที่เราเทรดมากน้อยแค่ไหน ความเสี่ยงมากแค่ไหน
      3. ทำแบบนี้ เข้าแบบนี้ ออกแบบนี้ ได้ประโยชน์ยังไง เสียประโยชน์ยังไง คุ้มมั้ย ที่จะทำ
      4. เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง เราจะรับมือยังไง เราจะยังรอดมั้ย รับมือมันได้มัย ยังไง

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ ความคิดของเราหมดเลย

** สำหรับมือใหม่ อย่าเพิ่งไปเล่นท่ายาก อะไรให้มากายก็ดีครับ เอาพื้นฐานก่อน เทรดหน้าเดียวก่อน อย่าไปหวัง อย่าไปห่วงแต่เรื่องกำไรมากนัก เก็บประสบการณ์เทรดไปก่อน

****** ปล. เนื้อหา บทความทั้งหมดต่อไปนี้เป็นแค่การสรุปองค์ความรู้ + เพิ่มเติมตามความเข้าใจของตัวผมเอง จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ (ไม่ได้คิดเอง) เป็นแค่หนึ่งในแนวทางการเทรด และผ่านการลองทำมาบ้างในระดับหนึ่งเท่านั้นเอง ผิด ถูก ปรับปรุงตรงไหน ก็สามารถแนะนำกันเข้ามาได้นะครับ