ลาออกจากงานประจำ มาเป็น Full Time Trader ดีหรือไม่ ?

3993

ช่วงนี้ตลาดไหนๆก็กำลังมาแรง เราก็เลยได้เห็นปารกฎการณ์ที่มีคนออกมาตั้งกระทู้ ออกมาโพส แนวอวดกำไรกันบ้างอะไรบ้าง (ใจจริงคือ อิจฉาคับ 55+) บางคนถึงขั้นปรึกษากันเรื่องว่าอยากจะลาออกมาเทรดอย่างเดียวเลยก็มี ไอ้เราก็นั่งไล่อ่านคอมเม้นไปเรื่อยเปื่อย มีทั้งความเห็นในเชิงบวกบ้าง เชิงลบบ้าง มีด่าเจ้าของโพสบ้างอะไรบ้างก็ยังมี แต่ที่สังเกตุเห็นส่วนใหญ่ก็มาจากประสบการณ์โดยตรงจากคนตอบเองทั้งนั้น ใครเจอเรื่องดีดีมาก็บอกว่าดี ใครเจอเรื่องร้ายๆจากการเทรดมาก็บอกว่าแย่ เป็นเรื่องธรรมดา มีน้อยมากที่จะให้ความเห็นในเชิงวิเคราะห์จริงจัง

บทความนี้ผลเลยอยากมาแชร์มุมมองประสบการณ์ในเรื่องนี้บ้าง (ต่อมเผือกทำงาน)

ส่วนตัวนะครับ ผมมองว่า Trader หรือที่เค้าเรียกกันเทห์ๆว่า  Full Time Trader  นั้น ผมถือว่าเป็นอาชีพหนึ่ง ถือว่าเป็นการทำธุรกิจ การทำกิจการอย่างหนึ่งเลย ซึ่งมันต้องประกอบกันด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง ไม่ใช่แค่เรื่องของการเปิดจอดูกราฟแล้ว กดกดกด เท่านั้น อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน

อาชีพ Trader มันยังต้องมีเรื่องราวของ การวางแผนการเงิน การวางแผนวางกลยุทธ์การเทรด,การควบคุมคามเสี่ยง(Risk Management),  การบริหารเงินทุน (Money Management),การกระจายพอร์ท ,และอื่นๆอีกมาก รวมถึงเรื่องของเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ คอมพิวเตอร์ โปรแกรมที่ใช้ในการเทรดอีกด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องเล่นๆอย่างที่เข้าใจกัน  อาชีพนี้ ธุรกิจนี้ ไม่ใช่งานง่ายๆนะครับ

ดังนั้นหากใครคิดอยากจะลาออกจากงานมาเป็น Trader จริงจัง ไม่ว่าจะตลาดหุ้นไทย หรือ ตลาด Forex ก็ตามนะ ผมอยากให้คุณลองสำรวจความพร้อมของตัวคุณเองก่อน 5 ข้อด้วยกันคือ

1. ความพร้อมของตัวเราเอง

แน่นอนเป็นที่สุดความพร้อมอย่างแรกที่ต้องมีคือ เรื่องของความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่เราจะทำ ความรู้ความเข้าใจว่า Trader คืออะไร ยังไง ต้องทำอะไรบ้าง นอกจากเรื่องการมองดูกราฟหน้าจอคอมแล้ว กดกดกด ซึ่งความพร้อมตรองนี้ผมแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกันคือ

 — ความพร้อมเชิงทฤษฎี คือเรื่องความรู้ ความเข้าใจทั่วๆไป เพราจะเทรดตลาดไหน ยังไง แล้วเราต้องดูอะไรบ้างเตรียมอะไรบ้าง ได้แก่ การวางแผนการเงิน การวางแผนวางกลยุทธ์การเทรด,การควบคุมคามเสี่ยง(Risk Management),  การบริหารเงินทุน (Money Management),การกระจายพอร์ท เป็นต้น ซึ่งความรู้ตรงนี้หาได้ตามหนังสือตาม Internet ทั่วไป หรือใช้วิธีสอบถามพูดคุยกับคนที่รู้เรื่องก็ได้

 — ความพร้อมเชิงปฎิบัติ และ ประสบการณ์ ยกตัวอย่าง กีฬาฟุตบอลครับ ทุกคนรู้หมดแหละว่าเล่นยังไง อันนี้เรียกลูกโทษ อันนี้เรียกลูกทุ่ม บลาๆ แต่จะมีสักกี่คนที่พร้อมไปแข่งกับคนอื่นได้ การเทรดก็เหมือนกันครับ ความพร้อมตรงนี้เกิดได้จากการลงมือทำการลองเทรดสนามจริง

2. ความพร้อมของครอบครัว คนรอบข้าง

ดูเผินๆเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกี่ยวอะไรกับการเป็น Trader แต่เชื่อผมเหอะครับเรื่องนี้สำคัญที่สุดเลย เพราะไม่ว่าคุณจะมีความพร้อมแค่ไหน เก่งระดับไหนก็แล้วแต่ การออกมาอยู่บ้าน นั่งหน้าจอคอมเกือบทั้งวัน ไม่มีงานเป็นกิจวัตรที่ชัดเจน สังคนไทยเราตอนนี้มีแต่จะถูกมองอย่างสงสัยและดูถูก แต่ก็ไม่หนักเท่าคนในครอบครัวหรือคนข้างกายที่ไม่เข้าใจ และมันจะเป็นตัวบั่นทอนพลังกาย และพลังใจเราได้มากที่สุด

ดังนั้นก่อนที่คุณจะออกมาเป็น Trader เต็มตัวแนะนำให้พยายามค่อยๆพูดค่อยๆคุยกับคนที่คุณรักก่อนว่าคุณกำลังจะทำอะไร ทำแบบไหน มีเป้าหมาย วิธีการอย่างไรให้เข้าได้เข้าใจก่อน อาจเริ่มคุยเกริ่นตั่งแต่แรกๆ ค่อยๆหยอดไปทีละนิดก็ได้ หรือจะใช้วิธีการเทรดเก็บสถิติจริงในตลาดสัก 2-3 ปี เพื่อเป็นหลักฐาน เครื่องยืนยันในระดับหนึ่งว่าคุณสามารถอยู่รอดได้อย่างปลอดภัยแน่นอน ซึ่งตรงนี้ลองหาวิธีดูกันเอาเองนะครับ แต่ละบ้านก็มีเรื่องคนละแบบกันไปเนอะ

3. แผนธุรกิจ แผนการเทรด

แน่นอนครับอย่างที่ผมบอกไปว่า เทรดเป็นเหมือนการทำธุรกิจอย่างหนึ่ง ไม่ใช่แค่เรื่องของการเปิดกราฟดูราคาแล้ว กดซื้อ กดขาย แต่มันยังต้องมีเรื่องของ การวางแผนการเงิน การวางแผนวางกลยุทธ์การเทรด,การควบคุมคามเสี่ยง(Risk Management),  การบริหารเงินทุน (Money Management),การกระจายพอร์ท ,และอื่นๆอีกมากด้วย ที่คุณต้องวางแผนไว้

แต่ตลาดหุ้น ตลาดForex เป็นอะไรที่มีความไม่แน่นอนสูงมากแล้วจะวางแผนกันได้อย่างไร ? แนะนำว่าอาจเริ่มจากการทำ Back Test ระบบการเทรดของคุณดูก่อน หรืออาจจะลองเทรดเก็บ Record สัก 2-3ปีถือเป็นการเก็บประสบการณ์ไปด้วยในตัวก็ได้ เมื่อคุณมีประสบการณ์มากพอในระดับหนึ่ง คุณจะเริ่มวางแผนธุรกิจการเทรดของคุณเองได้ ว่าต้องใช้ทุนเท่าไร บริหารเงินอย่างไร กำไรแบ่งใช้ แบ่งจ่าย แบ่งลงทุนอย่างไรได้บ้าง

4. ความพร้อมของเงินทุน

การเทรดมันคือการเอาเงินไปต่อเงิน ดังนั้นจะออกมาเป็น Trader เต็มตัว ถามตัวเองก่อนว่ามีเงินแค่ไหน มีทุนแค่ไหน พอหรือไม่ จากความสามารถในการทำกำไรของเราเทียบกับเงินทุนแล้วมันสามารถสร้างกระแสเงินสด สร้างเงิน สร้าง Cash flow ออกมาพอค่าใช้จ่ายหรือเปล่า ยกตัวอย่างง่ายๆตามตามรางนี้นะครับ

– อย่างแรกเลย คุณหวังจะได้กำไรจากการเทรด เท่าไร?? ผมใส่เป็น 15,000 บาท/เดือน หรือ 180,000 บาท/ปีที่เป็นค่าแรงขั้นตำ ณ ตอนนี้นะครับ ไม่รวมโบนัสจากตอนเป็นพนักงานประจำนะ

– สองความสามารถในการทำกำไรของคุณ คือที่คุณคาดการณ์ หรือคุณเคยเก็บ Record ไว้มาใช้เพื่อประเมิญก็ได้ แต่ผมใส่ไว้แค่ 20% / ปี เท่านั้น **อ้างอิงจาก SET Total Return Index  ที่ประมาณ 17% ตลอดระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา เอาแค่ชนะตลาดนิดหน่อยพอ

ตรงนี้บางคนบอกว่าน้อยไป น้อยเหลือเกิน ต้องได้ปีละ 50-60% ขึ้นไปสิ ผมกล้าบอกเลยนะครับว่า อย่ามโน ต้องรู้ตัวว่า เราเป็นใคร ประสบการณ์แค่ไหน ปู่วอเรน บัฟเฟตที่ว่าแน่ๆ ยังเคยประกาศว่าได้แค่ 27% ต่อปีเท่านั้น

– แปลว่าคุณต้องมีเงินทุน อย่างน้อย 900,000 บาท เพื่อที่จะเทรดให้มีเงินใช้ 15,000 บาทต่อเดือน

– เงินทุนสำรองเลี้ยงชีพ แน่นอนเมื่อมันเป็นธุรกิจ ตามหลักการบริหารจัดการเงินทั่วๆไป การเริ่มต้นธุรกิจคุณต้องมีเงินทุนสำรองไว้ใช้จ่ายสำหรับตอนเริ่มต้นอย่างน้อย 1-3 ปี เผื่อไว้ในกรณีที่ ธุรกิจของคุณอาจยังไม่สน้างรายได้ (บางสำนักให้เผื่อถึง 5 ปี) หรือใครมีค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ผ่อนหมาแมวก้องลองคำนวณดู ตรงนี้ผมใส่ไว้ 15,000 บาท/เดือน เพราะว่าเราออกมาเป็น Trader มีแค่ค่ากินอยู่ก็คงพอ สำรองไว้ 12 เดือน หรือ 1 ปี ต้องใช้เงิน 180,000 บาท

– เงินสำรองฉุกเฉิน ต้องมีเผื่อไว้บ้างด้วย เช่น รถเสีย บ้านพัง หมาป่วย อะไรก็ว่าไปจะได้ไม่กระทบกับเงินต้นที่ต้องกันไว้ทำกำไร หรือจะใช้วิธีทำประกันเอาไว้ก็ได้

สรุป ถ้าคิดจะออกมาเป็น Trader , Full Time Trader  คุณก็ควรมีเงินทุนติดกระเป๋าสัก ล้านกว่าๆ เป็นอย่างน้อยนั้นเองครับ

ปล.เพื่อนสามารถลองโหลดไปกดเล่นๆกันดูได้ตาม Link นี้นะครับ https://drive.google.com/open?id=1bvOTJ4dEUDJEp3o_ZJVYkmX8G8jHXIhf

5. แผนสอง แผนสำรอง ทางหนีทีไล่

ความพร้อมอย่างสุดท้ายนี้เป็นเหมือนลูกที่ถูกลืม คือมันสำคัญไม่แพ้ข้ออื่นๆแต่ส่วนใหญ่กลับไม่ค่อยให้น้ำหนักกับเรื่องนี้เลย ผมไม่ได้แช่ง ไม่ได้ดูถูกใครว่าทำไมได้นะครับ แต่ตลาดที่มีความเสียงแบบนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น คุณมีแผนที่จะรับมือกับมันหรือยัง ถ้าลาออกมาแล้วเทรดไม่รอดกลับไปได้มั้ย ถ้าเงินก้อนแรกหมด จะทำอย่างไร ได้บ้างอะไรประมาณนี้

สุดท้ายแล้ว ตกลงควรลาออกจากงานมาเป็น Full Time Trader  มั้ย ??

มันก็อยู่ที่การตัดสินใจของคุณเท่านั้นแหละครับ ว่าควรหรือไม่ควร ผมทำได้แค่แชร์มุมมองจากประสบการณ์ที่ผมเคยผ่านมันมาเท่านั้น เพราะแต่ละคนก็มีรูปแบบชีวิต เส้นทางชีวิตของใครของมัน แตกต่างกันไป ใครที่คิดจะลาออกจริงๆก็อยากให้ลองพิจรณาความพร้อมทั้ง 5 ข้อดูก่อนแค่นั้นครับ เพราะการเป็น Full Time Trader  มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆอย่างที่หลายคนคิด !!

ก็สำหรับบทความ งานเร่งงานปั่นตัวนี้ก็คงจบลงแค่นี้ก่อนครับ หวังว่ามันจะเป็นประโยชน์กับหลายๆท่านที่ได้อ่าน โดยเฉพาะคนที่กำลังคิดจะลาออกจริงๆให้ได้ลองคิด ลองทบทวนกันดูก่อนว่าคุณพร้อมแค่ไหน เดี๋ยวบทความหน้าผมจะมาต่อกันในเรื่องที่ว่า ถ้าไม่ลาออกจะเทรดได้มั้ย หรือการวางแผนออกมาเทรดจริงจัง ต้องทำอย่างไร มีวิธีไหนบ้างนะครับ สวัสดีครับ

——––
ติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับการลงทุนได้อีกที่เพจ Meawbin Investor นะครับ คลิ๊ก
———