Trading in the Zone บทที่ 5 พลวัตรของการรับรู้

4762

เทรดเดอร์มืออาชีพ จะไม่มีความรู้สึกอะไรมากนักกับตลาดไม่ว่าตลาดจะแสดงท่าทีอะไรออกมาก็ตาม มืออาชีพเรียนรู้วิธีที่จะรับมือกับข่าวสารต่างๆ ไม่ให้เกิดความรู้สึกใดใดเข้ามาปั้นป่วนจิตใจได้

ข่าวก็คือข้อมูลประเภทหนึ่งเท่านั้น ความรู้สึกที่เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นมาจากภายในใจของเราเอง ไม่ได้เกิดจากข้อมูล

แก้ไขจุดบกพร่องในซฮฟแวร์จิตใจของคุณ

เราต้องเรียนรู้ที่จะแก้ไขจุดบกพร่องในกระบวนการรับรู้และความคิดของเราให้ถูกต้อง แต่การจะทำสิ่งนี้ได้ต้องอาศัยการเข้าใจหลักของธรรมชาติการรับรู้ของเราเพื่อเปลี่ยนมุมมองที่จิตใจเราจะตอบสนองในแง่บวกหรือลบ

เมื่อเรา ”รับรู้ถึงโอกาส” เราเลยเข้ามาเป็นเทรดเดอร์ เป็นกระบวนการรับรู้แรกของเราที่เกิดขึ้นเมื่อเรามองเห็นตลาด ก่อนจะเกิดกระบวนการอื่นๆตามมา ซึ่งเราสามารถเรียนรู้และเข้าใจกระบวนการต่างๆได้ไม่อยาก

วิธีที่ง่ายที่สุดในการเข้าใจถึงกระบวนการของการรับรู้นี้ คือ ให้ลองคิดว่า ทุกๆอย่างมันมีลักษณะ เอกลักษณ์ เฉพาะตัวที่คนเราสามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 แล้วแปลงมาเป็นความรู้สึก จากความทรงจำที่ต่างกัน เช่น เมื่อเราเห็นก้อนหิน เราก็จะรับรู้ว่ามันคือก้อนหิน เราจำได้ว่ามันแข็ง มันมีลักษณะยังไง รูป รส กลิน สี  สิ่งเหล่านั้นที่รับมาจะถูกสร้างขึ้นเป็นโครงสร้างของระบบในสมองเรา หรือ ที่ๆเราเรียกว่า ประสบการณ์ ซึ่งเรานำมันมาใช้ในการแยกแยะข้อมูลนั่นเอง

การรับรู้และการเรียนรู้

“เชื่อในสินงที่เห็น แล้วจะเห็นในสิ่งที่เชื่อ….. ไม่ใช่แระ เคยได้ยินไหมครับประโยคที่ว่า “ผู้คนจะเห็น ในสิ่งที่พวกเขาอยากเห็นเสมอ” แต่ผู้เขียนขออธิบายใหม่ให้ต่างกันออกไปเล็กน้อยว่า “ผู้คนจะเห็น ในสิ่งที่เขาเคยได้เรียนรู้เพื่อที่จะได้เห็น” ส่วนที่เหลือก็จะมองไม่เห็นไปจนกว่าจะเรียนรู้อีกอย่างไปเรื่อยๆ หรือจะเห็นก็ต่อเมื่อพวกเขาเรียนรู้วิธีที่จะไม่ปิดกั้นการรับรู้ของเขาด้วยความรู้ของพวกเขาเอง

เช่น เด็กที่เคยโดนหมากัด เด็กจะเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ว่า หมา อันตราย และน่ากลัว เมื่อเด็กโตขึ้นก็ยังคงคิดว่า หมา อันตราย และน่ากลัว ถึงแม้ว่า หมา ที่ว่านี้เป็นหมาคนละตัวกันกับที่เคยกัดเขาตอนเด็กก็ตาม และการเปนความกลัวติดตัวตลอด ความกลัวเหล่านี้สามารถหายไปได้ ถ้าเขาเรียนรู้ที่จะจัดการกับความรู้สึก การรับรู้ภายในจิดใจของเขาเอง ว่าไม่ใช่หมาทุกตัวที่จะกระโดนเข้ามาทำร้ายเขา (ถ้าเด็กเรียนรู้จากประสบการณ์มาว่าหมาน่ากลัว ก็จะเห็นหมาทุกตัวน่ากลัวหมด )

การเทรดก็คล้ายกัน ลองนึกถึงเมื่อในตอนแรกเมื่อคุณฝึกเริ่มดูกราฟราคาต่างๆ เราก็จะเห็นแค่ว่ามันคือกราฟราคา แต่เมื่อเราได้เรียนรู้รูปแบบต่างๆ เราก็จะเริ่มเห็นมันทำตัวเป็นรูปแบบต่างๆตามที่เราได้เคยเรียนรู้มา แล้วเปรียบเทียบกับอดีตว่ามันจะขึ้น หรือจะลง ทั้งๆที่ โอกาสในช่วงขณะนั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องใดใดกับผลลัพธ์ที่จะเกิดในอนาคตเลย

Bite Dog (1)

การรับรู้ และความเสี่ยง

การรับบรู้ความเสี่ยงของคนหนึ่งอาจถูกมองเป็นเรื่องตลกของอีกคนหนึ่งได้อย่างง่ายดาย เช่นเรื่องของผู้ใหญ่ที่กลัวหมา  อาจเป็นเรื่องตลกสำหรับคนที่รักหมา  บางเรื่องถ้าไม่โดนกับตัวก็จะไม่มีทางเข้าใจ

พลังแห่งการเชื่อมโยง

สมองของคนเรามีความสามารถอย่างมากที่จะเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆที่เราได้รับ(ใหม่) เข้ากับข้อมูลเดิม(อดีต) ได้แบบทันทีทันใดในระดับจิตใต้สำนึก

สมมุติ เด็กคนหนึ่งโดนหมากันจนเป็นประสบกรณ์เลวร้ายที่สุดอันหนึ่งของเขา เราจะพบว่าแม้เขาจะโตขึ้นแล้ว เขาก็ยังจะคิดเสมอว่า หมาทุกตัว จะกัดเขา (กลายเป็นโรคกลัวหมา) แม้ว่าหมาตัวนั้นจะเป็นคนละตัวกับที่เคยกัดเขาก็ตาม สมองของคนเราจะเชื่อมโยง หมาปัจจุบัน กับหมาในอดีตอย่างอัตโนมัติในระดับจิตใต้สำนึก ยิ่งถ้าหากหมามีรูปร่าง ลักษณะเฉพาะที่คล้ายคลึงกันมากก็ยิ่งทำให้การเชื่อโยงเป็นไปอย่างแนบเนียนขึ้น

และเป็นเรื่องน่าแปลกที่ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร หรือท่าทีของหมาตัวนั้นจะแสดงความเป็นมิตรมากเท่าไร เด็กคนนั้น ก็ยังคงกลัวหมา(ตัวใหม่)อยู่เหมือนเดิม อย่างไม่สมเหตุสมผล

Bite Dog (2)

วิธีแก้ก็ง่ายนิดเดียว(แต่ทำยากเนอะ) คือ เราต้องแยกแยะให้ออกระหว่าง ข้อมูล กับ อารมณ์ ความรู้สึกของตัวเรา ถ้าเด็กคนนั้นสามารถแยกแยะว่า หมาที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้(ข้อมูลที่เห็นอยู่ตอนนี้) ไม่ใช่หมาที่เคยกัดเขา (ไม่ใช่ความกลัวในใจของเขาเอง)

การเทรดก็เช่นกัน เราต้องไม่เชื่องโยงข้อมูลปัจจุบันที่เราเห็น เข้ากับความรู้สึกของตัวเองเด็ดขาด ลองนึกภาพเวลาที่เราขาดทุนติดกันหลายๆครั้ง เมื่อมีโอกาสใหม่ที่ตลาดหยิบยื่นมาให้ เราก็จะเชื่อโยงถึงความทุกข์ในอดีตที่ขาดทุน แล้วมันก็จะมีเหตุผลมากมายร้อยแปดมาบอกกับเราว่าครั้งนี้ก็อาจจะโดนหลอกขาดทุนอีกก็ได้นะ กว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว

หรือเวลาที่เราได้กำไรติดต่อกันหลายๆครั้ง เราก็จะเชื่อโยงถึงความสุขที่เราเคยได้กำไรในอดีต จนมั่นใจเกินไปและเข้าไปโอเวอร์เทรดในที่สุด

ก่อนเทรด ลองถามคำถามกับตัวเองก่อนว่า “สิ่งที่เราเห็นนั้น เป็นข้อมูล โอกาส ฯลฯ ที่ตลาดหยิบยื่นให้เราจริงๆ หรือเป็นเพียงแค่ภาพสะท้อนภายในจิตใจของเราเอง”

ปล.มีเพื่อนๆบอก หนังสือต้องอ่านยากมากๆแน่เลย เหมียวสรุปตอนหนึ่งตั้งหลายวัน เอาจิงๆนะ หนังสือเขาดีมาก อ่านไม่ยากอย่างที่คิด แต่ที่ช้าเนี้ย ความขี้เกียจรุมเร้าล้วนๆคับ

to be continued………..
ภาพ pixabay.com

——––
ติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับการลงทุนได้อีกที่เพจ Meawbin Investor นะครับ คลิ๊ก
———